วิธีปฎิเสธการขึ้นเงินเดือนอย่างสุภาพ ของ ฝ่ายบริหารองค์กรฯ แบบสนุกๆ
แต่คิดว่า พนักงานมนุษย์เงินเดือน คงไม่ขำด้วย มาเล่าให้ฟังนะครับ
สมมุติเป็นตัวเองดีกว่า หรือว่า อาจจะเป็นตัวเอง ก็ได้นิ
เช้าวันหนึ่ง เด็กขายของ ก็เดินเข้าไปหา ท่านประธานบริษัทฯ กล่าว ขอขึ้นเงินเดือน มั่งสิ
ทำงานมาตั้ง 3 ปีแล้ว ฐานเงินเดือนยังต่ำอยู่เลย
ท่านประธานฯ ตอบว่า : มึงจะให้กูขึ้นเงินเดือนให้มึงได้อย่างไร ในเมื่อมึงไม่ได้ทำงานเลยแม้แต่วันเดียว
เด็กขายของ : ก็อะไรว่ะ กูก็มาทำงานทุกวัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น วันละ 8 ชั่วโมง นายฯ จะมามุขไหนว่ะ
ท่านประธานฯ ถามว่า : 1 ปี มีกี่วัน 1 วันมีกี่ชั่วโมง แล้วทำงานวันหนึ่งวันละกี่ชั่วโมง
เด็กขายของพาซื่อ ตอบ : 1 ปี มี 365 วัน 1 วันก็มี 24 ชั่วโมง ทำงานวันหนึ่ง ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น
พักเที่ยง 1 ชั่วโมง
ท่านประธานฯ ถามว่า : ตกวัน 1 ปี มึงมาทำงาน กี่วัน
เด็กขายของ นั่งคำนวณ : ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ก็ 1 ใน 3 ของ 1 วัน ( 8 ชั่วโมง ใน 24 ชั่วโมง )
ทำงาน 1/3 ของปี ก็คือ 122 วันตอบเต็มปากเต็มคำเลยว่า 1 ปี ทำงาน 122 วันครับ
ท่านประธานฯ ถามต่อ : วันเสาร์ - อาทิตย์ มึงมาทำงานหรือเปล่า
เด็กขายของ ตอบทันที : ทำให้โง่เหรอ วันหยุดสุดสัปดาห์ นี่หว่า
ท่านประธานฯ ถามต่อ : วันเสาร์ + วันอาทิตย์ 1 ปีมีกี่วันล่ะ
เด็กขายของ ตอบทันใด : 1 ปีมี 52 สัปดาห์ ก็ต้องมี วันเสาร์ + วันอาทิตย์ ก็ เท่ากับ 104 วัน
ตายห่า 122-104 = 18 วัน
ท่านประธานฯ ถามต่อ : 1 ปีทำงาน กูให้มึง หยุดลากิจ ลาป่วย ลาพักร้อน ได้กี่วัน
เด็กขายของ ตอบทันใด : 14 วันครับ ตามกฎหมายแรงงาน ครับ ไม่หยุดได้ยังไง เสียเปรียบ
ใครๆ ก็หยุดกันทั้งนั้นแหละตายแน่ๆ 18 - 14 วัน = 4 วัน
ท่านประธานฯ ถามต่อ : วันปีใหม่, วันแรงงานแห่งชาติ, วันแม่, วันพ่อ มึงหยุดไหม
เด็กขายของ ไม่ตอบแล้วล่ะครับ เดินกลับไปทำงานต่อดีกว่า พูด หรือ ถามมากไป
อาจจะต้องแถมเงินให้บริษัทฯ เวลามาทำงานเสียอีก
ไม่เอาแล้ว ไม่ขอขึ้นเงินเดือนแล้วครับ....
"เฮลตี้ไทยแลนด์" ร ว บ ร ว ม น า น า ส า ร ะ ไ ป กั บ "นายกอฟ" เติมเต็มทุกเหตุการณ์ดีๆ
*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^
วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ยา ACTIFED จะไม่สามารถขายในร้านยาได้แล้ว!! .......อย.ปรับสถานะยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนเป็นยาควบคุมพิเศษ
อย.ปรับสถานะยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนเป็นยาควบคุมพิเศษ เผย มติคณะกรรมการยา ล่าสุดมีมติให้ปรับสถานะของยาแก้หวัดชนิดเม็ด/แคปซูล 3 สูตร ทีมีส่วนประกอบของซูโดอีเฟดรีน ให้เป็นยาควบคุมพิเศษ โดยมีเงื่อนไขให้จำหน่ายได้เฉพาะในสถานพยาบาลของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนประเภทรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน พร้อม ปรับสถานะของยาที่มีส่วนผสมของยาเฟนิลเอฟริน ซึ่งสามารถทดแทนได้ ให้ยกเว้น ไม่เป็นยาอันตราย เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการยา ในวันนี้ (21 กรกฎาคม 2554) ที่ประชุมมีมติให้ปรับสถานะยาแก้หวัดชนิดเม็ด/แคปซูล ที่มีส่วนผสมของ ซูโดอีเฟดรีน 3 สูตร ได้แก่ สูตร Pseudoephedrine และ Triprolidine สูตร Pseudoephedrine และBrompheniramine และ สูตร Pseudoephedrine และ Chlorpheniramine จากยาอันตรายให้เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” โดยมีเงื่อนไขให้จำหน่ายได้เฉพาะในสถานพยาบาลของรัฐและสถานพยาบาลเอกชนประเภทรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน โดยจะเสนอรัฐมนตรีออกเป็นประกาศฯ และลงนามในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่งระหว่างการดำเนินการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว อย. จะขอความร่วมมือไปยังผู้ผลิต/นำเข้ายา ให้จำหน่ายยาดังกล่าวเฉพาะสถานพยาบาลของรัฐและสถานพยาบาลเอกชนประเภทรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนทันที เพื่อควบคุมสถานการณ์ปัญหา นอกจากนี้ อย. จะเพิ่มการเข้าถึงยาทดแทนในการบรรเทาอาการคัดจมูก คือ ยาที่มีส่วนประกอบของเฟนิลเอฟริน โดยคณะกรรมการยาได้มีมติให้ปรับสถานะของยาที่มียาเฟนิลเอฟริน เป็นส่วนประกอบ เป็นยาที่ได้รับการยกเว้น “ไม่เป็นยาอันตราย” ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา แผนปัจจุบัน (ขย.1) และร้านขายยาบรรจุเสร็จฯ (ขย.2) ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า กรณีการรั่วไหลของยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน ไปใช้ ในทางที่ไม่เหมาะสมนั้น อย. จะคุมเข้มและเฝ้าติดตามประเมินผลมาตรการฯ อย่างใกล้ชิดต่อไป หากพบ การฝ่าฝืนจะดำเนินคดีทั้งผู้ขายและผู้ซื้อให้ถึงที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด และเพื่อความปลอดภัย ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค 21 กรกฎาคม 2554 |
แหล่งข่าวโดย » กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค อย. [กรกฏาคม ศุกร์ 22,พ.ศ 2554 10:49:44] |
วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
Whitening คุณภาพดี ราคาถูกที่สุด ทำได้เอง โดยคุณเติ้ล
มาทำ ครีม Whitenting สำหรับทาผิวกายใช้กันเองเถอะ!
แน่นอนว่าทั้งคุณสุภาพบุรุษ และคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย ใครๆ ก็อยากมีผิวขาวสุขภาพดีกันทั้งนั้นใช้ไหมครับ แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ?
ใครต่อใครหลายคนต่างพยายามสรรหาครีม Whitening บำรุงผิวที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่ก็มีใครอีกหลายๆ คน เช่นตัวผมเเอง ก็มีเบี้ย หอยน้อย จะไปซื้อครีมแพงๆ มาใช้ก็นะ...บางทีก็ต้องยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ได้่มาใช้ เห้อ! ช่างน่าสงสารเสียยิ่งกระไร โดยเฉพาะครีม Whitening สำหรับทาผิวกายแล้วล่ะก็ หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีกนะ เพราะขนาดครีม Whitening สำหรับใช้กับผิวหน้าดีดี ยังมีราคาแพงหลายพัน แล้วนี่จะเอามาใช้กับผิวกาย คงไม่มีใครกล้าทำขายหรอกนะ!
ยิ่งบางคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ รู้ทั้งรู้อยู่แล้ว กัยังดันทุรังไปใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารปรอทบ้างล่ะ หรือแม้แต่การกิน หรือ ฉีด สารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายบ้างล่ะ ดูแล้วยิ่งอนารถใจ แทนที่ผิวจะขาว ก็อาจจะพ่วงมาด้วยมะเร็ง และตายก่อนวัยอันควรอีกด้วยนะ
เมื่อพูดมาทั้งหมดแบบนี้แล้ว ความหวังดูจะรีบหรี่ไปเลย มันจะมีบ้างมั้ย? ครีม Whitening บำรุงผิวที่ใช้แล้วทำให้ผิวมีสุขภาพดี ขาวขึ้น สว่างใส ดูอ่อนเยาว์ ปลอดภัย แต่ราคาไม่ถึงร้อย และใช้ได้แบบไม่ต้องแคร์เเงินในกระเป๋าสตางค์ของคุณ
พูดไปแล้ว บางคนคงแอบหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขว่า มันจะมีได้ยังไงกัน!! แต่ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้! เมื่อตอนนี้เราได้พบสิ่งนั้นแล้วครับ กับครีม Whitening บำรุงผิวกาย แบบ DIY ระดับเทพ ด้วยวิตามินซีกันแล้ว เย้ๆ ๆ ๆ ๆ
ก่อนที่จะไปรู้จักครีม Whitening บำรุงผิวกาย แบบ DIY ตอนนี้มาดูข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกันก่อนครับ
ส่วนผสมที่ให้การบำรุงที่เป็นประโยชน์กับผิว ถือเป็นสาร Whitening และมีผลการวิจัยรับรองอย่างเป็นทางการทั่วโลก ที่มีอยู่ในครีม DIY ที่ผมจะกล่าวถึงนี้ นั่นก็คือ Vitamin C นั่นเองครับ โดยเฉพาะ L-Ascorbic Acid ที่ช่วงหลังๆ มานี้กระแสเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะบรรดาเครื่องสำอางเคาท์เตอร์แบรนด์ทั่วไป ต่างก็ใช้ส่วนผสมของ L-Ascorbic Acid ที่ชูโรงว่าเป็นสาร Whitening ที่มีประสิทธิภาพสูงในการที่ทำให้ผิว "ขาวขึ้น" ได้จริง ซึ่งสามารถสังเกตได้เลยครับว่า ยิ่งผลิตภัณฑ์ตัวไหนมีส่วนผสมของ L-Ascorbic Acid ราคาก็จะพุ่งเข้าไปสู่หลักพันทันที
L-Ascorbic Acid ดีอย่างไร? ทำไมมันถึงได้แพง และเป็นที่นิยมได้ขนาดนี้ ผมจะมาเจาะลึกให้ทุกท่านได้ทราบกัน ณ บัดนี้!!! ปรบมือ....
L-Ascorbic Acid คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินซี โดยทั่วไปที่ขายๆ กันจะมีลักษณะเป็นแบบผงละเอียดสีขาวบริสุทธิ์ แต่ถ้าแบบเกรดดีหน่อย จะเรียกว่าแบบ Ultrafine คือมีความละเอียดมาก เหมือนแป้งเด็ก โดย L-Ascorbic Acid มีคุณสมบัติละลายในน้ำได้ มีประสิทธิภาพสูงมากในการบำรุงผิว แต่ก็เสื่อมง่ายมากเช่นกัน เมื่อสัมผัสกับน้ำ, อากาศ และแสง
ประโยชน์ของวิตามินซีในแง่ของการนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางนั้น มันเยอะแยะมากมาย มีคุณนานัปการ ครอบจักรวาล All in one
(อะไรจะขนาดน๊านนน!!) ซึ่งผมได้รวบรวมประโยชน์ของวิตามินซีมาเป็นข้อๆ เพื่อให้อ่านได้ง่าย ดังนี้ครับ
Sources: Archives of Dermatological Research, August 2009, pages 487–495; Brazilian Journal of Biology November 2009, pages 1,195–1,201; Journal of Cellular Biochemistry, March 2009, pages 589–598; International Journal of Cosmetic Science, February 2009, pages 41–46; Experimental Dermatology, November 2008, pages 946–952; Dermatologic Surgery, July 2005, pages 814–817; International Journal of Toxicology, Volume 24, Supplement 2, 2005, pages 51–111;. Nutrition Reviews, March 2005, pages 81-90; Skin Pharmacology and Physiology, November-December 2004, pages 298–303; and BMC Dermatology, September 2004, page 13.
หมายเหตุ ไม่สามารถทำให้ขาวขึ้นมากกว่าสีผิวดั้งเดิมของแต่ละบุคคล และต้องใช้คู่กับครีมกันแดดเป็นประจำ ระยะหวังผล 4 - 6 สัปดาห์ขึ้นไป
ทำไม? ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของ L-Ascorbic Acid ถึงได้แพงสูบเลือดสูบเนื้อขนาดนี้!
ถือว่าเป็นข้อเสียของเจ้าL-Ascorbic Acid ที่เมื่อละลายเข้ากับน้ำแล้ว มันจะเสื่อมได้ไวมาก! ทั้งยังมีปัจจัยในเรื่องของแสงและ อ๊อกซิเจน ที่เป็นตัวทำให้เสื่อมลงไปอีก แบรนด์ฺเครื่องสำอางทั่วไปจึงต้องพยายามหาเทคโนโลยีต่างๆ นานาเพื่อคงสภาพของวิตามินซีไว้ให้นานและเสถียรเพื่อให้่ถึงมือลูกค้า ซึ่งต้นทุนจริงๆ ของ L-Ascorbic Acid นั้นไม่แพงเลย จะเรียกว่า ถูกคอดๆ ก็ได้นะจ๊ะ
สรุป ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของวิตามินซีจะมีราคาสูงนั้น ก็เพรา่ะผู้ผลิตมีต้นทุนเพิ่มขึ้นกับส่วนผสมที่ช่วยรัีกษาสภาพของวิตามินซีให้ใช้ได้นานๆ นั่นเอง (นี่ยังไม่รวมกับค่าใช้จ่ายทางการตลาดอีกนะ)
ปริมาณที่และความเหมาะสมในผลิตภัณฑ์ที่ใช้?
หากคุณหวังผลในเรื่องของการที่จะให้เป็นสาร Whitening ด้วย แนะนำที่ใช้ในความเข้มข้นที่ 10 - 20% และค่า pH ของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ต้องอยู่ระหว่าง 3 - 4 นะครับ
ได้รับประโยชน์ของ วิตามินซี L-Ascorbic Acid อย่างเต็มที่อย่างที่ได้กล่าวมาประโยชน์มาข้างต้น
ราคาถูกมาก ถูกเว่อร์ ถูก ถู๊ก ถูก ไม่ต้องง้อครีมแพงๆ แล้ว เย้ๆๆๆๆ
อายุการใช้งานสั้น
เกิดคราบเหลืองกับเสื้อผ้า
ต้องกะปริมาณส่วนผสมของ L-Ascorbic Acid และค่า pH ให้ดี
ไหนใครอยากขาวบ้าง ขอให้ยกมือขึ้น!
ใครอยากมีผิวสว่างใสทั่วเรือนร่างบ้าง ขอให้ยกมือขึ้น!
ใครอยากมีผิวสุขภาพดี แข็งแรง อ่อนเยาว์บ้าง ขอให้ยกมือขึ้น!
แน่นอนว่าทั้งคุณสุภาพบุรุษ และคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย ใครๆ ก็อยากมีผิวขาวสุขภาพดีกันทั้งนั้นใช้ไหมครับ แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ?
ใครต่อใครหลายคนต่างพยายามสรรหาครีม Whitening บำรุงผิวที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่ก็มีใครอีกหลายๆ คน เช่นตัวผมเเอง ก็มีเบี้ย หอยน้อย จะไปซื้อครีมแพงๆ มาใช้ก็นะ...บางทีก็ต้องยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ได้่มาใช้ เห้อ! ช่างน่าสงสารเสียยิ่งกระไร โดยเฉพาะครีม Whitening สำหรับทาผิวกายแล้วล่ะก็ หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีกนะ เพราะขนาดครีม Whitening สำหรับใช้กับผิวหน้าดีดี ยังมีราคาแพงหลายพัน แล้วนี่จะเอามาใช้กับผิวกาย คงไม่มีใครกล้าทำขายหรอกนะ!
ยิ่งบางคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ รู้ทั้งรู้อยู่แล้ว กัยังดันทุรังไปใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารปรอทบ้างล่ะ หรือแม้แต่การกิน หรือ ฉีด สารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายบ้างล่ะ ดูแล้วยิ่งอนารถใจ แทนที่ผิวจะขาว ก็อาจจะพ่วงมาด้วยมะเร็ง และตายก่อนวัยอันควรอีกด้วยนะ
เมื่อพูดมาทั้งหมดแบบนี้แล้ว ความหวังดูจะรีบหรี่ไปเลย มันจะมีบ้างมั้ย? ครีม Whitening บำรุงผิวที่ใช้แล้วทำให้ผิวมีสุขภาพดี ขาวขึ้น สว่างใส ดูอ่อนเยาว์ ปลอดภัย แต่ราคาไม่ถึงร้อย และใช้ได้แบบไม่ต้องแคร์เเงินในกระเป๋าสตางค์ของคุณ
พูดไปแล้ว บางคนคงแอบหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขว่า มันจะมีได้ยังไงกัน!! แต่ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้! เมื่อตอนนี้เราได้พบสิ่งนั้นแล้วครับ กับครีม Whitening บำรุงผิวกาย แบบ DIY ระดับเทพ ด้วยวิตามินซีกันแล้ว เย้ๆ ๆ ๆ ๆ
ส่วนผสมที่ให้การบำรุงที่เป็นประโยชน์กับผิว ถือเป็นสาร Whitening และมีผลการวิจัยรับรองอย่างเป็นทางการทั่วโลก ที่มีอยู่ในครีม DIY ที่ผมจะกล่าวถึงนี้ นั่นก็คือ Vitamin C นั่นเองครับ โดยเฉพาะ L-Ascorbic Acid ที่ช่วงหลังๆ มานี้กระแสเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะบรรดาเครื่องสำอางเคาท์เตอร์แบรนด์ทั่วไป ต่างก็ใช้ส่วนผสมของ L-Ascorbic Acid ที่ชูโรงว่าเป็นสาร Whitening ที่มีประสิทธิภาพสูงในการที่ทำให้ผิว "ขาวขึ้น" ได้จริง ซึ่งสามารถสังเกตได้เลยครับว่า ยิ่งผลิตภัณฑ์ตัวไหนมีส่วนผสมของ L-Ascorbic Acid ราคาก็จะพุ่งเข้าไปสู่หลักพันทันที
L-Ascorbic Acid ดีอย่างไร? ทำไมมันถึงได้แพง และเป็นที่นิยมได้ขนาดนี้ ผมจะมาเจาะลึกให้ทุกท่านได้ทราบกัน ณ บัดนี้!!! ปรบมือ....
- ขัดขวางการผลิตเม็ดสีเมลานิน ทำให้จุดด่างดำลดลง เป็นหนึ่งในสาร Whitenning ชั้นเลิศตัวหนึ่งที่นิยมใช้กัน!
- ลดความเสียหายและปรับสภาพผิวที่ถูกทำร้ายจากรังสี UV
- ทำให้ผิวแข็งแรงและทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น
- ลดอาการผื่นคัน และการอักเสบของผิวหนัง
- มีส่วนช่วยเสริมสร้าง Collagen
- ช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
- เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง
- มีอัตราเสี่ยงในการแพ้ต่ำ
Sources: Archives of Dermatological Research, August 2009, pages 487–495; Brazilian Journal of Biology November 2009, pages 1,195–1,201; Journal of Cellular Biochemistry, March 2009, pages 589–598; International Journal of Cosmetic Science, February 2009, pages 41–46; Experimental Dermatology, November 2008, pages 946–952; Dermatologic Surgery, July 2005, pages 814–817; International Journal of Toxicology, Volume 24, Supplement 2, 2005, pages 51–111;. Nutrition Reviews, March 2005, pages 81-90; Skin Pharmacology and Physiology, November-December 2004, pages 298–303; and BMC Dermatology, September 2004, page 13.
หมายเหตุ ไม่สามารถทำให้ขาวขึ้นมากกว่าสีผิวดั้งเดิมของแต่ละบุคคล และต้องใช้คู่กับครีมกันแดดเป็นประจำ ระยะหวังผล 4 - 6 สัปดาห์ขึ้นไป
ทำไม? ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของ L-Ascorbic Acid ถึงได้แพงสูบเลือดสูบเนื้อขนาดนี้!
ถือว่าเป็นข้อเสียของเจ้าL-Ascorbic Acid ที่เมื่อละลายเข้ากับน้ำแล้ว มันจะเสื่อมได้ไวมาก! ทั้งยังมีปัจจัยในเรื่องของแสงและ อ๊อกซิเจน ที่เป็นตัวทำให้เสื่อมลงไปอีก แบรนด์ฺเครื่องสำอางทั่วไปจึงต้องพยายามหาเทคโนโลยีต่างๆ นานาเพื่อคงสภาพของวิตามินซีไว้ให้นานและเสถียรเพื่อให้่ถึงมือลูกค้า ซึ่งต้นทุนจริงๆ ของ L-Ascorbic Acid นั้นไม่แพงเลย จะเรียกว่า ถูกคอดๆ ก็ได้นะจ๊ะ
สรุป ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของวิตามินซีจะมีราคาสูงนั้น ก็เพรา่ะผู้ผลิตมีต้นทุนเพิ่มขึ้นกับส่วนผสมที่ช่วยรัีกษาสภาพของวิตามินซีให้ใช้ได้นานๆ นั่นเอง (นี่ยังไม่รวมกับค่าใช้จ่ายทางการตลาดอีกนะ)
หากคุณหวังผลในเรื่องของการที่จะให้เป็นสาร Whitening ด้วย แนะนำที่ใช้ในความเข้มข้นที่ 10 - 20% และค่า pH ของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ต้องอยู่ระหว่าง 3 - 4 นะครับ
มาทำ ครีม Whitenting สำหรับทาผิวกายใช้กันเองเถอะ!
เมื่อเราทราบประโยชน์ของวิตามินซีในรูปแบบของ L-Ascorbic Acid กันแล้ว ต่อไป เราจะเข้าสู่การ DIY กันเล้ย!
เริ่มจาก เตรียมอุปกรณ์ให้ครบดังนี้
1. L-Ascorbic Acid
2. Glycerin (สภาพเน่าได้อีก อิอิ)
3. กระดาษวัดค่า pH (สำคัญมากที่สุดในสามโลก)
4. ครีมบำรุงผิวที่ท่านชื่นชอบ ส่วนตัวลองมาหลายยี่ห้อ มาลงตัวกับ Vaseline total moisture มากที่สุด เพราะผสมแล้วเนื้อจะไม่เหลวจนเกินไป
หมายเหตุ รายการที่ 1 - 3 หาซื้อได้ที่ร้านวิทยาศรม หรือ ร้านที่ขายอุปกรณ์วิทยาศาสตร์นะจ๊ะ
มา! เมื่อเตรียมพร้อมแล้ว เราจะมาเริ่มผสมทุกสิ่งอย่างให้เข้ากันดังนี้
1. แบ่ง Vaseline total moisture ใส่ในขวดเล็กที่เตรียมไว้ โดยใช้ในปริมาณที่คิดว่าจะสามารถใช้ทาผิวกายได้ภายใน 3 - 5 วัน หมด เพราะ L-Ascorbic Acid นั้นเสื่อมง่าย จึงต้องรีบใช้ให้หมดอย่างไว ในที่นี้ผมกะปริมาณด้วยการกดหัวปั้มไป 40 ครั้ง
2. ผสม L-Ascorbic Acid ลงไปประมาณ 15 - 20% ของปริมาณเนื้อโลชั่นที่แบ่งออกมา ในที่นี่ผมใช้ 1 ช้อนชาพอดี
3. ผสม Glycerin ลงไปสัก 10% ถ้าใครมีผิวแห้งมาก ก็สามารถผสมเพิ่มไปได้อีก
4. จากนั้น เขย่า ๆ ๆ ให้ส่วนผสมเข้ากัน และเพื่อเพิ่มอรรถรสมากขึ้น ในช่วงที่กำลังเขย่าแนะนำให้บิด/ส่าย ก้น อง เอว และเปิดเพลงให้เข้าจังหวะไปด้วย ก็จะช่วยเร้าอารมณ์ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว 
5. เมื่อเสร็จจากการส่ายก้น เอ๊ย! เมื่อส่วนผสมเข้ากันแล้ว ทีนี้แหละ เราจะมาตรวจสอบผลงานกันว่าจะสามารถใช้ได้จริงหรือไม่ โดยการใช้กระดาษลิตมัสวัดค่า pH ให้อยู่ระหว่าง 3 ไม่เกิน 4 แบบนี้
เพียงเท่านี้! คุณก็จะได้สุดยอดครีม Whitening บำรุงผิวกายแบบ DIY ที่มีประโยชน์กับผิวอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องไปเสียสะตุ้ง สะตังค์ซื้อครีมแพงๆ มาใช้แล้ว! สุดยอดโป๊ะเชะไปเลยมั้ยล่ะ 
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
1. เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรทาครีม DIY ทิ้งไว้อย่างน้อย 10 - 15 นาที และการผสมแต่ละครั้งควรใช้ให้หมดภายใน 3 - 5 วัน
2. การผสม L-Ascorbic Acid ลงไปในครีมบำรุงผิวบางยี่ห้อ อาจทำให้เนื้อครีมเหลวเพิ่มขึ้น และใช้ยากกว่าเดิม แนะนำให้เก็บครีม DIY ที่ผสมแล้วไว้ในตู้เย็นจะช่วยทำให้ใช้ง่ายขึ้น แถมยังคงความสดของวิตามินซีได้ดีด้วยนะ
3. การใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ L-Ascorbic Acid อาจทำให้เสื้อผ้าที่คุณสวมใส่อยู่ โดยเฉพาะเสื้อขาว เปื้อนคราบเหลืองได้ ซึ่งถือเป็นอาการปกติ เนื่องจาก L-Ascorbic Acid จะทำปฎิกิริยาอ๊อกซิไดซ์กับอากาศ ทำให้เกิดคราบเหลือง เพราะฉะนั้น ถ้าวันไหนจะใช้ครีม DIY นี้ แนะนำให้ใส่เสื้อสีเข้มแทน แต่ถ้าพบว่าเสื้อ ผ้าปูที่นอน หมอน และมุ้ง เปื้อนไปแล้ว ก็แนะนำให้หาผงซักฟอกที่มีส่วนผสมของ Hydrogen peroxide มาจัดการนะครับ
4. หากคุณใช้กับผิวแล้วมีอาการแสบยิบๆ แสดงความเป็นเรื่องปกติ เพราะ L-Ascorbic Acid จะมีประสิทธิภาพสูงเมื่อมีค่า pH เป็นกรดอ่อนๆ
5. การผสม L-Ascorbic Acid มากเกินไป และปล่อยให้ค่า pH น้อยกว่า 3 อาจจะทำให้ผิวไหม้ได้นะจ๊ะ ผมเคยโดนมาแล้ว ทรมานมากมาย T_T
6. หากครีม DIY ที่ผสมแล้วทีค่า pH ต่ำเกินไป ให้ผสมเนื้อครีมเพิ่ม ตรงกันข้าม หากมีค่า pH สูงเกินไป ก็ให้ผสม L-Ascorbic Acid เพิ่มครับ
ข้อดี
ข้อเสีย
สรุป การผสมครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินซี L-Ascorbic Acid ถ้าหากผสมด้วยสูตรที่ลงตัวแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์กับผิวอย่างมาก ในทางตรงกันข้ามถ้าผสมไม่ดี ก็จะเป็นผลเสียกับผิว จึงต้องวัดค่า pH ทุกครั้งเพื่อความแม่นยำด้วยนะครับ
และย้ำกันอีกครั้งในเรื่องของความขาวที่เราจะได้รับจากผลิตภัณฑ์ Whitening จะมีระยะหวังผลอยู่ที่ 4 -6 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งผิวจะขาวขึ้นแต่ไม่เกินสีผิวดั้งเดิมของแต่ละบุคคล และต้องใช้คู่กับครีมกันแดดเป็นประจำด้วยนะครับ
และก่อนจากกันทิ้งท้ายอีกสักหน่อยคือ มนุษย์เรายังต้องการสารอาหารที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ผิวก็เหมือนกัน ไม่ได้ต้องการแค่วิตามินซีเพียงอย่างเดียว การที่เราเติมสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์อื่นๆ แบบหลากหลายไปด้วย ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ก็จะยิ่งทำให้ผิวของเราดูมีสุขภาพดีและอ่อนกว่าวัยอีกด้วยครับ
ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่อยากมีผิวสวยเด้ง ดึ๋งกันทุกคนเลยค๊าบ
ด้วยความปรารถนาดีจาก title Wisdom of social
ปล. ครั้งหน้าจะมาแนะนำวิธีทำเซรั่มวิตามินซีแบบเทพๆ กันต่อ อย่าลืมติดตามชมกันนะค๊าบ
___________
ป้ายกำกับ:
ขาว,
เวชสำอางค์,
ascorbic acid,
DIY,
vitamin C,
whitening
วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
Google ลุย social network ด้วย Google+ ท้าชน Facebook เต็มๆ
ตลาดสังคมออนไลน์ เป็นอีกตลาดหนึ่งที่ มีผู้ใช้จำนวนหลายล้านคนในแต่ละวัน จนทำให้เกิดธุรกิจที่ทำรายได้อย่างมหาศาลในแต่ละปี เช่นเฟสบุ๊กเป็นต้น ที่คาดว่าจะทำรายได้จากการโฆษณาถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2011 นี้
ล่าสุดกูเกิ้ลได้เริ่มขยับตัวเองลงมาเล่นในตลาดสังคมออนไลน์ด้วยเช่นกัน โดยการเปิดบริการใหม่ที่ชื่อว่า “กูเกิ้ลพลัส” หรือ “Google+”
ผู้ใช้สามารถแบ่งปันภาพถ่าย ข้อความ แสดงคอมเมนต์ รวมถึงพิกัดบนแผนที่ได้เหมือนๆ กับเฟซบุ๊ก ผ่านเว็บไซต์ plus.google.com ตอนนี้กูเกิ้ลได้ออกแอพสำหรับบนแอนดรอยด์เท่านั้น
บริการของกูเกิ้ลพลัสประกอบด้วย Circles: แบ่งปันเรื่องราวกับเพื่อนและกลุ่มของเรา, Hangouts: พูดคุยผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์, Huddle: แชทพร้อมกันทั้งกลุ่ม (ประชุมด่วนวันหยุดนี้ไปไหนกันดี), Sparks: แชร์วิดีโอและบทความ
นอกจากนี้กูเกิ้ลได้ปรับแถบเครื่องมือด้านบนสุดของเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่บริการ Google+ ได้ง่ายขึ้นผ่านลิ้งก์ “+You” หรือ “+คุณ” ตรง Sandbar
ภาพตัวอย่างการลงทะเบียนก่อนการใช้งานจริงครับ สามารถเข้าไปที่ plus.google.com แล้วล็อกออนเข้าไปลงทะเบียนไว้ก่อนกรอกชื่อและอีเมล์ตอบกลับเอาไว้ได้เลยครับผม แต่ช้าก่อน.. ไม่ใช่ใครอยากใช้ ก็สามารถใช้ได้นะ ช่วงแรกๆ นี้ ต้องมีการเชิญ หรือ invite ก็เหมือนกับ gmail สมัยแรกๆ
เนื่องจากเป็นคู่แข่งกับ social network ชื่อดังอย่าง Facebook หลายคนที่ได้ทดลองใช้งานแล้ว ก็วิจารณ์เหมือนกันว่า หน้าตา Google+ จะเหมือนกับ Facebook ไปหรือเปล่าเนี่ย
นอกจากนี้ ทางเจ้าของ Facebook อย่าง Mark Zuckerberg ก็ออกอาการอยากจะดู Google+ คู่แข่งคนสำคัญ โดยเขาเองต้องขอลองเล่น ใช้งานซะหน่อย
สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับ Google+ ก็คือ การเน้นแบ่งเพื่อนเป็นกลุ่มๆ หรือ Circles ทำให้เราสามารถพูด แบ่งปันภาพ วิดีโอ เฉพาะกลุ่มเพื่อนได้ เช่นเพื่อนมัธยม, เพื่อนมหาลัย, เพื่อนที่ทำงาน, ครอบครัว, พี่น้อง, ญาติ, เจ้านาย เป็นต้น
ไม่เหมือน Facebook ที่เวลาพูดอะไร แล้วไปถึงเพื่อนทั้งหมด ซึ่งบางคนอาจจะมองว่า ขาดความเป็นส่วนตัวไปซักหน่อย และแม้ว่า Facebook จะมี กลุ่ม หรือ group แต่ก็ไม่ค่อยเน้น
อย่างไรก็ตาม คงไม่ง่ายที่กูเกิ้ลเองจะทำให้คนสนใจบริการใหม่อย่าง Google+ เนื่องจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่คุ้นเคยกับสังคมออนไลน์แบบเก่าๆ อยู่ คาดว่าเฟซบุ๊กเองก็คงจะมีการเปิดบริการใหม่ เพื่อที่จะมาปิดช่องทางไม่ให้กูเกิ้ลดึงฐานผู้ใช้งานของตัวเองไปง่ายๆ อย่างแน่นอน!!!
ลองมาดูวิดีโอแนะนำ Google+ กัน
.
.. งานนี้ ยักษ์ชนยักษ์ ใครจะอยู่ ใครจะไป ผู้บริโภคตัดสินกันเองนะ
.. งานนี้ ยักษ์ชนยักษ์ ใครจะอยู่ ใครจะไป ผู้บริโภคตัดสินกันเองนะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)