*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เทคนิคการกินอาหารแก้เครียด

          



     ทุกวันนี้ เรามักเห็นข่าวเกี่ยวกับผู้ปวย โรคซึมเศร้า โรคเครียดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดย ผู้ป่วยจะมีอาการ มึนงง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ระบบขับถ่ายแปรปรวน วิตกกังวล หงุดหงิด เป็นต้น ซึ่งสังคมไทยในปัจจุบันไม่กล้ายอมรับว่าตนกำลังซึมเศร้า หรือไม่ค่อยรู้ตัวว่ามีอาการเครียดสะสม ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อทำให้ร่างกาย อารมณ์ และจิตใจสมดุล ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการป้องกันและบำบัดอาการดังกล่าว

          ในภาวะเครียด ร่างกายจะสลายไขมันและน้ำตาลออกมาเพื่อผลิตพลังงานเพิ่มขึ้น ทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ และหงุดหงิด ดังนั้น ผู้ที่นอนไม่หลับจึงควรทานอาหารมื้อค่ำเบาๆ ไม่อิ่มมาก และทานน้ำผึ้งครึ่งช้อนชาก่อนนอน จะช่วยให้หลับง่ายและสนิท ตื่นเช้ามาก็จะรู้สึกสดชื่น ส่วนการดื่มชา กาแฟ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ก็ควรดื่มแต่พอดี เพราะหากดื่มมากเกินไปจะเพิ่มความเครียดให้แก่ร่างกาย เนื่องจากไตจะทำงานหนักขึ้น ดังที่เห็นว่า ผู้ติดกาแฟมักดูแก่กว่าวัย


          สำหรับคนที่มีความเครียดบ่อย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล จึงควรทานอาหารที่มีไขมันต่ำ กากใยสูง เช่น สลัดผักน้ำใส หรือน้ำมันงา และควรใส่มะเขือเทศด้วยเพราะมีสารกาบาสูง ทั้งนี้สารกาบาจะช่วยให้สมองรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สบายตลอดคืน ทั้งยังช่วยลดความเครียดหรือความวิตกกังวล ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายได้ดีอีกด้วย ขณะเดียวกันก็ควรทานอาหารจำพวกโปรตีนสูง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่ และนม ควบคู่กันไปด้วย เพราะจะช่วยให้สมองมีพลัง กระฉับกระเฉง และตื่นตัว
          นอกจากนี้ เครื่องดื่มสมุนไพรอย่าง น้ำอัญชัน น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ ก็มีสรรพคุณที่ช่วยบำรุงเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ร่างกายตื่นตัว หรือจะเป็นน้ำมะตูม โสมกระชายดำ ช่วยปรับฮอร์โมนและรักษาสมดุลในร่างกาย หากใครที่ ไม่ชอบเครื่องดื่มสมุนไพร อาจเปลี่ยนไปเลือกทานผักจำพวก โหระพา กะเพรา พริก ตะไคร้ เครื่องต้มยำต่างๆ ก็ได้ เพราะสามารถช่วยต้านการอักเสบระดับเซลล์ เนื่องจากความเครียดจะทำให้เซลล์อักเสบ
          เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะช่วยเพิ่มความสมดุลคือการ ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะการสัมผัสแสงแดด สายลม จะช่วยให้ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจได้มากขึ้น

 *** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^^

*** รับข้อมูลดีๆเพิ่มเติมได้ กดติดตามเราด้วยน้า จะมีกิจกรรมแจกของรางวัล
Facebook fanpage :https://www.facebook.com/HealthyThailand












วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

7 วัน 7 วิธี เคล็ดลับสุขภาพดี รับปี 2560









เริ่มต้นปีใหม่กันอีกแล้ว นอกจากการเฉลิมฉลองในเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ การดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี ให้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ยังถือเป็นกุญแจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเรามีความสุข ตลอดปี - ตลอดไปอีกด้วย สำหรับคนที่ดูแลสุขภาพตัวเองมาตลอดก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่คนที่ยังละเลยไม่เคยดูแลตัวเองเลย เริ่มต้นใหม่ในปีนี้ยังไม่สาย ว่าแต่จะเริ่มกันยังไงดีล่ะ?


เคล็ดลับ 7 ข้อ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ถ้าคุณทำได้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนคุณให้สุขภาพดีได้แน่ๆ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง


1) ทานอาหารอย่างเหมาะสม ทานให้ตรงเวลาครบ 3 มื้อ โดยเฉพาะในมื้อเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญอย่าลืมเด็ดขาด แล้วไปลดมื้อเย็นให้ท้องเบาสบาย ไม่ทานอาหารเย็นในช่วงดึกดื่น ที่สำคัญ ในแต่ละมื้อควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสม อย่าลืมเสริมผัก ผลไม้ให้ได้เกลือแร่และวิตามินครบถ้วน และต้องทานอาหารให้ตรงเวลา โรคกระเพาะจะได้ไม่ถามหา นอกจากนี้การปล่อยให้ตัวเองหิวจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา หรือที่เรียกว่าโมโหหิว เราจึงไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างนานและควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ 3 มื้อในปริมาณที่พอเหมาะ


สำหรับการทานอาหารเสริมควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในวัยเด็กที่ต้องเน้นให้ครบทุกหมู่ ผู้ปกครองควรพิจารณางดของขบเคี้ยว อาหารจังก์ฟู้ดส์ ขนมหวาน อาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เพราะในปัจจุบันมีข้อมูลว่าเด็กเป็นโรคอ้วนซึ่งนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ ตามมาได้ง่าย ในวัยกลางคน หรือ ผู้สูงอายุ เน้นอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ เพิ่มแคลเซียมจากการดื่มนม (ในรายที่แพ้นมวัวแนะนำให้เลือกดื่มนมถั่วเหลือง) ควบคู่ไปกับการทานอาหารหลากหลายที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย และผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ รวมถึงเต้าหู้ก้อน ผักใบเขียว ถั่วงา ช่วยเสริมความแกร่งให้กับกระดูกจะได้แข็งแรงอยู่คู่ร่างกายของเราไปอีกนานๆ


2) อย่าลืมดื่มน้ำให้พอ การดื่มน้ำอย่างพอเหมาะ โดยเฉลี่ยประมาณ 8 แก้ว / วัน จะช่วยให้การเผาผลาญ การไหลเวียนของเลือดซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น กระตุ้นการทำงานของหัวใจและระบบไตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ปริมาณไขมันในร่างกายลดลง เป็นการลดความอ้วนโดยไม่เสียสตางค์ การดื่มน้ำที่เพียงพอยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้มีความสดใสจากภายในสู่ภายนอกเหมาะกับคนที่รักสุขภาพอย่างมาก


3) ฟิตแอนด์เฟิร์ม อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที นอกจากผลที่ได้ทันทีคือความกระปรี้กระเปร่า สดใส แล้ว การออกกำลังกายในระยะยาว ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปอด หัวใจ แถมยังช่วยลดน้ำหนักอีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายที่ดีควรใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ อย่างน้อย 1 ใน 6 ส่วนของร่างกาย กีฬาที่แนะนำสำหรับเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อสำหรับสาวๆ ออฟฟิศ เช่น พิลาทิส โยคะ เต้นแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือฟิตเนส เป็นต้น ส่วนหนุ่มๆ นอกจากกีฬาหนักๆ ที่ชื่นชอบแล้วการเล่นฟิตเนส การวิ่ง และว่ายน้ำ ยังเป็นการออกกำลังกายง่ายๆ ที่ทำให้รูปร่างสมาร์ท ดูดี ไม่แก่เร็ว


4) พักผ่อนให้เพียงพอ คนทำงานมักเลือกการแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนๆ เป็นการผ่อนคลาย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยๆ แน่นอนว่ามันย่อมทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ง่ายๆ เหตุนี้ จึงควรหาเวลานอนหลับพักร่างกายอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง จะช่วยให้คุณเริ่มต้นวันใหม่อย่างแจ่มใส หรืออาจหาเวลาท่องเที่ยวพักผ่อนช่วงวันหยุด ช่วยชาร์จแบตเตอรี่ให้ร่างกายพร้อมกลับมาลุยงานได้อย่างเต็มที่


5) ลด ละ เลิก พฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพ บางครั้งก็ห้ามกันไม่ได้ สำหรับพฤติกรรมที่ถือเป็นไลฟ์สไตล์ของคนทำงาน แต่คุณอาจจัดสรรเวลาเพื่อสุขภาพได้หากไม่เลิกก็ควร ลด ละ เหล้า บุหรี่ ลงบ้าง เพราะใครๆ ก็รู้ดีว่าพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพนั้นไม่ดีแน่นอนเพราะมันเป็นเหมือนการเติมสารพิษให้ร่างกาย ถ้าใครมีต้นทุนสุขภาพที่ดีก็ดีไป แต่หากใครมีร่างกายที่ไม่แข็งแรง เมื่อเติมสารพิษเข้าไปย่อมทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งตับ มะเร็งปอด รวมทั้งโรคอื่นๆ


6) สุขภาพจิตก็สำคัญ นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว การมีสุขภาพจิตที่ดีย่อมทำให้ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมได้ด้วย รู้แบบนี้หาเวลาดีท็อกซ์ความเครียดจากการออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ ท่องเที่ยว ฯลฯ ที่สำคัญหาเวลาปฏิบัติธรรม อ่านหนังสือธรรมะ ทำจิตใจให้แจ่มใส นั่งสมาธิ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ตลอดปี


7) แบ่งเวลาให้ครอบครัว อย่าคร่ำเคร่งกับงานจนลืมใส่ใจคนที่เรารัก ทั้งพ่อ แม่ ญาติสนิทมิตรสหาย และคนรู้ใจ เพราะความสุขส่วนหนึ่งมาจากจุดเล็กๆ เหล่านี้ นอกจากงานคนจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน ยังเพลิดเพลินไปกับโลกโซเชียลจนเกินพอดี ด้วยเหตุนี้ อย่ามัวเพลิดเพลินกับโลกเสมือนเหล่านี้จนลืมคนที่คุณรักไปล่ะ


เป็น 7 วิธีที่จะเปลี่ยนให้คุณสุขภาพดีในปีแพะ










ที่มา : คอลัมน์ สรรหามาขยาย ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
























*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^

4 เคล็ดลับ พื้นฐานสู่ผิวสุขภาพดี วิธีทำให้สุขภาพผิวเราดีเสมอ

4 เคล็ดลับ พื้นฐานสู่ผิวสุขภาพดี


วิธีทำให้สุขภาพผิวเราดีเสมอ

   ในการทำให้ผิวเราดูเนียนนุ่มชุ่มชื่นอยู่เสมอนั้น นอกจากการรับประทานอาหารเสริมฟีโอร่าแล้ว คุณยังสามารถ ดูแลสุขภาพผิวให้ดีด้วยวิธีอื่นควบคู่ไปด้วย เช่นการหลีกเลี่ยงมลพิษทางแวดล้อม ฝุ่น ควัญ แดด ซึ่งมลพิษเหล่านี้เป็นที่มา ของปัญหา ผิวแห้งเสีย ริ้วรอย ฝ้า กระ และโรคผิวหนังต่างๆ ที่ตามมา แต่ยังไงก็ตามเรื่องเหล่านี้เราสามารถ ดูแลและป้องกันสุขภาพผิว ของเราได้ดีอยู่เสมอ โดยทำตามเคล็ดลับที่บอกต่อไปนี้ก็ช่วยให้เร่งให้เรา สุขภาพผิวดี ขาวใส มีออร่าเร็วขึ้นอีกค่ะ

วิธีการ
 1.แน่นอนเรื่องหลักๆ คือต้องดูแลสุขภาพของตัวเองมาก่อน ก็คือให้เราพักผ่อนให้เพียงพอ  

เพราะการพักผ่อน การนอนหลับ เป็นปัจจัยหลัก ที่จะทำให้ ร่างกายได้มีกำลังในการ ผลิตทั้งเม็ดเลือด ได้ปรับสมดุล ได้เอากำลังที่เหลือมาใช้ในส่วนที่เสริมสร้าง มากกว่าซ่อมแซมส่่วนที่สึกหรอจากการหักโหมร่างกายจากการไม่ได้พักผ่อน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพักผ่อน ให้เพียงพอ เป็นเวลา จะเป็นปัจจัยแรกที่ทำให้เราสุขภาพดีกันค่ะ

 2.เลือกทาน แต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ ( อะหารอะไรบ้างที่ดีต่อสุขภาพจะกล่าวในบทความต่อไปนะคะ ) 
 เราอาจเคยได้ยินมาบ้างเรื่องอาหารคลีน โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาเทรนด์ออกกำลังฟาย ฟิตเนสกำลังมาแรง อาหารคลีนก็กำลังได้ความนิยมแต่ว่าให้เราเข้าใจง่ายๆ เลยว่า หลักการทานอาหารคลีนคือ หลีกเลี่ยงอาหารมัน หรือ กินอาหารแล้วเกินพลังงานที่ร่างกายต้องการ 

3.การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแล มาเสริมที่เหมาะสมกับผิวของคุณ 

ซึ่งในการเลือกซื้อคุณก็ต้องดูด้วยว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้น เหมาะกับสุขภาพผิวของคุณหรือไม่ โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ดีๆ ออกมาหลายๆ ตัวที่ช่วยดูแล และต่อต่านริ้วรอย รวมถึงให้ความชุ่มชื้นอยู่มาก แต่หากว่าคุณเพิ่งกำลังเริ่มใส่ใจในการดูแลผิวละก็ ให้ลองทาโลชั่นสำหรับทาตัว และเซรั่มสำหรับใบหน้าก่อนนอนดูเป็นประจำแล้วจะเริ่มพบว่าสุขภาพผิวคุณจะดีขึนตามลำดับ

4.วิธีสำคัญสุดท้ายก็คือการ ปกป้องและดูแลผิวให้อยู่ห่างจาก รังสีอันตรายจากดวงอาทิตย์ แสงแดด ( แต่ก็ไปรับวิตามินจากแสงแดดบ้างให้ถูกเวลา )

ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาหลักๆ สำหรับใครหลายๆ คนที่เรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนในการดูแลผิวเลยก็ว่าได้ เพราะบางทีเราเห็นว่าแดดอ่อนๆ อาจจะไม่ทำร้ายผิวแต่ความจริงนั้น ในแดดอ่อนๆ ในช่วงกลางวันที่ไม่ร้อนมาก ก็ยังคงมี ลภาวะจากแสงแดดอยู่เช่นเดิม โดยเราสามารถเลี่ยงโดยการ ทาครีมบำรุงผิว ที่มีสารกันแดด ( อย่างน้อย SPF15 ) ทุกครั้งกรณีที่ต้องเจอแดด ( ซึ่งในความจริงนั้นคุณก็ต้องหมั่นเช็คด้วยว่าครีมกันแดดที่ใช้อยู่นั่นเอาอยู่หรือไม่ ถ้าละลายเร็วหรือช่วยกันได้ไม่ดีพอให้ซื้อที่มีค่า SPFสูงๆ ) ซึ่งที่จริงแล้วเราก็ไม่ต้องกลัวว่าแดดจะทำร้ายผิวเราเสมอไป (คนส่วนใหญ่มักกลัวว่าแดดทำร้ายผิว) เพราะบางครั้งผวเราก็ต้องการแสงแดดเพื่อให้เกิดกระบวนการผลัดเซลผิวที่ไวขึ้น ดังนั้นคุณควรไปเจอแดดเสียบ้าง ซึ่งแสงแดดในช่วงเช้าๆ ตอนอาทิตย์ขึ้น และช่งอาทิตย์ตก จะเป็นแสงที่ไม่ทำให้ผิวระคายเคือง และเป็นที่รู้กันดีว่าแดดในช่วงนี้แหละ ที่เป็นอาหารผิวอย่างดีเลย
  เป็นอย่างไรบ้างคะ ไม่ยากเลยใช่ใหมในการดูแลผิว แค่ 4 เรื่องหลักๆ ที่หลายๆคนอาจนึกไม่ถึงว่าเรื่องพวกนี้มันมีผลต่อสุขภาพผิวเราขนาดนี้เลยหรอ ยังไงหลังจากอ่านบทความนี้แลก็อย่าลืมไปลองทำดูนะคะ รับรองได้ว่าคุณจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ยิ่งถ้าหากทานฟีโอร่าควบคู่ปแล้ว รับรองว่าการเปลียนแปลง นั้นจะเกิดสองส่วนเลยคือจากส่วนที่คุณดูแลตัวเองจากภายนอก และในส่วนที่ช่วยปรับสมดุล ให้สวยจากภายในสู่ภายนอกค่ะ



*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

รักษาสิวกับ benzac differin retin a ( วิธีการใช้ ความแตกต่าง)

 นังนู๋ ใบชา รักษาสิวกับ benzac differin retin a ( วิธีการใช้ ความแตกต่าง)
เนื่องจาก ที่บ้านเค้า จะเป็น แพทย์ skin กันหลายท่าน  ซึ่งเค้าได้รวบรวมมาให้ฟัง ในภาษา แบบชาวบ้าน ธรรมดาที่เข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์ ทางการแพทย์ 


มาเริ่มที่ตัวแรก ที่มีฤิทธิ์ ในการฆ่า เชื้อ แบคทีเรีย ที่เป็นต้นตอ ในการเกิดสิวอักเสบของเรานั้นเอง นั่นก็คือ Clinda - M 
ซึ่งช่วยรักษาอาการอักเสบของสิวบนใบหน้าและลำตัว รักษาการอักเสบบริเวณหนังศีรษะรูขุมขน 
ทาบริเวณที่เป็น หลังล้างหน้า วันละ 2 ครั้ง เช้า - เย็น ขนาด 10 ml. ราคา 45 บาท ขนาด 15 ml. ราคา 59 บาท
ส่วนผสม คลินด้ามัยซิน ไฮโดรคลอไรด์
จะเป็นน้ำใสๆ มีกลิ่นฉุนๆ หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป 
เวลาทา อาจมีอาการแสบ ร้อน แดงได้ แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อผิว
สามารถ ทา บริเวณ หัวสิว เช้า เย็น หลังล้างหน้า หรือบ่อยครั้งที่ต้องการ ( ไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินวันละ 2 ครั้ง)



 




 

ตัวที่2  
benzac ac จะมีความเข้มข้น ตั้งแต่ 2.5 5 และ 10 เปอรเซนต์
สำหรับผู้เริ่มต้นแนะนำให้ใช้ แค่2.5 % ก่อน แต่ ผล การรักษาที่ดีที่สุด ในวงการแพทย์ คือ 5 %
โดย ผู้เริ่มใช้ครั้งแรกควรทาทิ้งไว้แค่ 5นาที สำหรับ 2.5% เมื่อชินกับตัวยา ให้เพิ่ม เป็น 5% และเพิ่ม ระยะเวลาในการทาให้เป็น 15-20 นาที แต่ไม่ควรเกิน 30 นาที เพราะอาจ ทำให้เกิดอาการ บวม แดง ลอด แสบ และ ผิวหนังไหม้ได้
มาพูดถึง benzac ac 5 % ก่อน
สำหรับ benzac ac 5 % เป็นยา Benzoyl Peroxide (BP) ยี่ห้อหนึ่ง ทำหน้าที่ในการฆ่าเชื้อโรค P acne ซึ่งเป็นสาเหตุของสิว อักเสบ อย่างได้ผล นอกจากนี้ BP  ยังมีคุณสมบัติ ในการผลัดเซลล์ผิวด้วย จึงช่วยให้การลดคอมีโดน หรือสิวอุดตันได้ด้วยเช่นกัน ตัวยา Benzoyl Peroxide มีข้อได้เปรียบกว่ายาฆ่าเชื้อ ชนิดอื่นๆ อย่าง Clindamycin ตรงที่ไม่ทำให้เชื้อดื้อยา

สิ่งที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ Benzoyl Peroxide (BP) ยี่ห้ออื่นๆ คือ
benzac ac จะอยู่ใน water Bsae Gel ซึ่งอ่อนโยนกว่า Bp ส่วนใหญ่  จะเป็นตัวยาที่อยู่ใน Alchol base gel ซึ่งทำให้ระคายเคืองได้มากกว่า

 

วิธีใช้

ผู้เริ่มต้นใช้ คือใช้วันละครั้ง ก่อนล้างหน้าในตอนเย็น ทาบางๆ ทั่วใบหน้า หรือบริเวณที่เป็นสิว เว้นรอบดวงตา ริมฝีปาก และขอบจมูก ที่ระคายเคืองได้ง่าย ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก ด้วนคลีนเซอร์ชนิดอ่อนโยน ที่ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง ซับหน้าเบาๆ ให้แห้ง แล้ว บำรุงผิว  จากสกินแคร์ ที่เรารัก เลิฟต่อไปได้เลยนะคะ


แต่สำหรับ คนที่ชินกับตัวยาแล้ว สามาถร แต้มตัวตา บางๆเฉพาะ บริเวณ ที่เป็นสิวข้ามคืนได้นะคะ แต่โดย ส่วนตัวพี่ต่อให้ชินแค่ไหนก็ทำไม่ได้ เพราะผิวหน้าจะแห้ง และหยาบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เลยคะ
สามารถ หาซื้อได้ตามร้านขายยา ทั่วไป

แนะนำให้ ซื้อที่ร้านขายยา  ทั่วไป ได้ แทบทุกร้าน 



 


 


 


 

ตัวที่3
Differin®  เป็น อนุพันของ retin A ที่พัตนา แล้ว เพื่อให้เกิดอาการ แพ้ และ ระคายเคืองได้น้อย กว่า retin A  มากๆ 
จะเป็นตัวที่ทำ ให้เกิด การผลัดเซลล์ ผิว สามารถ ทาบางๆ และ โดน แสงไฟจากหลอดนีออนได้
Differin® เป็นชื่อการค้าของ Adapalene 0.1% ใช้ทารักษาสิวอุดตัน สิวอักเสบ ในระยะที่เป็นน้อยถึงปานกลาง (1,2) โดย Adapalene เป็นอนุพันธ์ของ Napthoic acid ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยากลุ่ม Retioniods โดยมีฤทธิ์ในการควบคุม เซลล์ Keratinocyte ในการปรับขบวนการแบ่งเซลล์ของผิวหนัง และมีฤทธิ์ต้านการแบ่งเซลล์ ทำให้ลดการอักเสบของสิวได้ด้วย โดยจะมีความเฉพาะเจาะจงกับ Receptor ในผิวหนังชั้นบน (3) Adapalene เป็นยาที่ละลายน้ำได้น้อยมาก การเตรียมยาจึงเป็นการนำให้แขวนเป็นผลึกเล็กๆ ในเจล (aqueous gel) ซึ่งมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก ในความเข้มข้น 0.1 % ทำให้เนื้อครีมเป็นเจล ซึ่งทำให้มีข้อดีคือ ปราศจากส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ และไขมันที่ทำให้เกิดสิวอุดตันและด้วยการมีผลึกเล็กๆ( microcrystal) ทำให้ยาแทรกซึมลึกเข้าผิวหนัง และละลายในต่อมไขมันที่ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ดี ซึ่งต่างจาก Retin-A® (Tretinoin gel) ที่มีแอลกอฮอล์เป็นองค์ประกอบจึงทำให้การใช้ Retin-A® เกิดอาการระคายเคืองผิวได้มากกว่า Differin® (4)
ซึ่งมีวิธีการใช้ ข้อควรระวังและอาการไม่พึงประสงค์ คล้ายกับ Retin-A® คือ
วิธีการใช้ - ควรทายาบางๆ วันละ 1 ครั้งก่อนนอน หลังการล้างหน้า (1)
ข้อควรระวัง - หลีกเลี่ยงการทาบริเวณดวงตา ริมฝีปาก จมูก และ บริเวณเยื่อบุผิว (mucous membrane) เมื่อทายาแล้วควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดด รวมทั้งแสงจากหลอดไฟ (1)
แต่จากการศึกษาพบว่า Adapalene มีความคงตัวต่อแสงแดด ไม่สลายง่ายเหมือน Tretinoin แต่ก็ยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงแดดเช่นกัน (4)

อาการไม่พึงประสงค์ - แผลผุพอง (Blistering eruption), ผิวแห้ง (Dry skin), ผื่นแดง (Erythema), คัน (Pruritus), ผิวหนังตกสะเก็ด (Scaly skin) มีการศึกษาพบว่าการใช้ Adapalene ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์น้อยกว่าการใช้ Tretinoin (2,4)
โดยสรุปข้อดีของ Differin® คือ ได้ผลในการรักษาเร็ว มีโอกาสระคายเคืองต่อผิวหนังน้อยกว่า เนื่องจากปราศจากแอลกอฮอล์ และเกิดอาการไม่พึงประสงค์น้อยกว่า Retin-A® อย่างไรก็ตามยาก็ยังมีโอกาสเกิดความไวต่อแสงแดดและแสงจากหลอดไฟได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงเมื่อทายาแล้ว
ราคาค่อนข้างสูง และหาวื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป







 

ตัวสุดท้าย
Retin-A 0.025% เป็นยาใช้สำหรับทารักษาสิว ใช้ทาผิวเพื่อบรรเทาหรือลดความหยาบกร้าน
รอยเหี่ยวย่นบนในหน้า (รอยตีนกา) และจุดด่างดำบนผิว และผิวที่ถูกทำลาย
โดยแสงแดด 
ส่วนประกอบของยา


Retin-A 0.025% มีตัวยาสำคัญคือ tretinoin หรือ retinoic acid ซึ่งมีจำหน่ายในรูปแบบต่างๆดังนี้
ชนิดครีม ประกอบด้วยตัวยา tretinoin 0.025% และ 0.05%
นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของ Butylhydroxytoluol-cream plus acid sorbinic และสารอื่นๆ

 

วิธีใช้ ให้ บีบครีม ในปริมาณ เม็ด ถั่วเขียว แต้มห้าจุด ทาบางๆ ก่อนนอน ห้าม โดนแดด หรือ แสงไฟ แรงๆ เพราะจะทำให้เกิดอาการใหม้ บวม แดง สร้างความเสียหายให้เกิดแก่ ผิวหนังได้
 

สามารถ ลดรอยเหี่ยวย่น ที่มีความลึกไม่มากได้คะ
ถ้าลึกมากแนะนำ ให้ ฉีด botox แทนคะ

 






 

 ลักษณะตัวยาทั้ง 3 ชนิด







 

ขอบคุณที่ติดตามคะ
แวะมาทักทายกันได้ที่
http://www.facebook.com/Nangnubaicha


ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kbaicha&group=15&month=02-2013&date=17

**************

*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^



วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ใครอยากลดน้ำหนัก "เมล็ดเจีย" ธัญพืชที่ช่วยได้

เมล็ดเจีย (chia) มีเมล็ดกลมรี สีน้ำตาลเทา ขนาดเล็ก มีใยอาหารสูงจนน่าแปลกใจ เมล็ดเจียเพียง 2 ช้อนโต๊ะ มีใยอาหารสูงถึง 11 กรัม ซึ่งมีปริมาณเกือบครึ่งของปริมาณใยอาหารที่สมาคมนักกำหนดอาหาร  ประเทศสหรัฐอเมริกา (America Dietetic Association) แนะนำ โดย 1 วัน ควรได้รับใยอาหาร 25-30 กรัม
เมล็ดเจียกำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้กินอาหารคลีนและผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก โดยนิยมโรยเมล็ดเจียบนอาหารหลายชนิด เช่น สลัดผัก ก๋วยเตี๋ยว ผัดผัก โยเกิร์ต น้ำผลไม้ หรือผสมกับน้ำสะอาดใส่กระติกดื่มเพื่อเพิ่มใยอาหาร หรือใช้เป็นเครื่องดื่มดับความหิวระหว่างวัน

บ้างนิยมแช่เมล็ดเจียพร้อมข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต หรือนมถั่วเหลืองข้ามคืน แล้วกินพร้อมผลไม้สดหลายชนิดเป็นอาหารเช้า ใยอาหารปริมาณสูงในเมล็ดเจียช่วยชะลอการย่อยและดูดซึมน้ำตาล มีผลชะลอระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้อิ่มนาน ส่งผลให้กินขนมจุบจิบและอาหารในมื้อหลักลดลง น้ำหนักจึงลดลงตาม
หนังสือ Super Seeds ระบุว่า เมล็ดเจียอุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรง เช่น แคลเซียมฟอสฟอรัส แมงกานีส ทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง (A High-Quality Source) เพราะมักรดแอมิโน จำเป็นคบทั้ง 9 ชนิด เมล็ดเจีย 1 ช้อนโต๊ะ มีโปรตีน 4 กรัม ซึ่งเป็นโปรตีนที่ใกล้เคียงกับเนื้อปลา 1 ช้อนโต๊ะ แต่มีโปรตีนมากกว่าข้าวขัดขาวมาก เราต้องกินข้าวขัดขาวถึง 2 ทัพพี จึงจะได้ปริมาณโปรตีนเท่ากัน
เมล็ดเจียสามารถดูดซับน้ำได้ถึง 9 เท่าของน้ำหนักแห้ง ก่อนกินจึงควรแช่น้ำอย่างน้อย 10 นาที  เพื่อให้เมล็ดเจียดูดน้ำและพองตัวเต็มที่ หรือดื่มน้ำตามหลัง มิฉะนั้นอาจทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหารและทำให้ท้องผูก
เมล็ดเจีย  ข้างโอ๊ต  อาหารเช้าข้ามคืน ส่วนผสม (สำหรับ  2 ที่ )
เมล็ดเจีย          2 ช้อนโต๊ะ
ข้าวโอ๊ต (Old Fashioned Rolled Osts)       1/3 ถ้วย
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ      1/4 ถ้วย
นมอัลมอลด์  หรือนมถั่วเหลือง       1/2  ถ้วย
ผลไม้สดตามชอบ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ แอ๊ปเปิ้ล       1/4 ถ้วย
วิธีทำ
1. ใส่ส่วนผสมทุกอย่าง (ยกเว้นผลไม้สด) ลงในขวดโหลหรือแก้วที่มีฝาปิด คนให้เข้ากัน
2. หั่นผลไม้สดขนาดพอดีคำ วางด้านบนส่วนผสมแล้วปิดฝาให้สนิท 
3. นำไปแช่ตู้เย็นในช่อธรรมดา ทิ้งไว้ 1 คืน กินเป็นอาหารเช้าแสนอร่อย
ข้อมูลและภาพ thaijobsgov.com

10 ท่านอนบอกความสัมพันธ์ของคู่รัก! แล้วคู่ของคุณละนอนท่าไหน?

ปกติเวลานอนจะเป็นความรู้สึกที่อยู่ในจิตใต้สำนึก เป็นการอ่านความสัมพันธ์ของคู่รักจาก 10 ท่าการนอน ว่าคุณและเขากำลังคิดอะไรอยู่?
1. แบบสปูน (Spoon) นอนหันหน้าไปทางเดียวกัน ผู้ชายโอบกอดผู้หญิงไว้จากด้านหลัง 
จากผลการวิจัย 1ใน 5 ท่านอนของคู่รักจะเป็นแบบสปูน ซึ่งแสดงว่าฝ่ายชายมีความเป็นผู้นำ ต้องการที่จะปกป้องผู้หญิงที่ตัวเองรัก และมีความมั่นคงในความสัมพันธ์  
2. แบบเดอะรูสสปูน (The Loose Spoon) นอนหันหน้าไปทางเดียวกัน ผู้ชายโอบกอดผู้หญิงไว้จากด้านหลัง แต่มีระยะห่าง ไม่นอนแนบชิดกัน
บางเวลาก็เริ่มเบื่อที่จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทั้งคู่อยากมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าอยากจะเลิกกันหรืออะไร ความรักของคุณทั้งคู่ยังมั่นคงอยู่ ความรักของคู่คุณอาจจะไม่ได้หวานเท่ากับคู่แรก แต่ฝ่ายชายก็ยังคง "ต้องการปกป้อง" ฝากหญิงอยู่ 
3. แบบเดอะเชส (The Chase) นอนหันหน้าไปทางเดียวกัน ผู้หญิงโอบกอดผู้ชายไว้จากด้านหลัง 
ถ้านี้ฝ่ายหญิงจะเป็นคนโอบกอดฝ่ายชายจากด้านหลัง นั้นก็แสดงว่าผู้หญิงต้องการเป็นผู้นำ และต้องการให้อีกฝ่ายรักตนเอง หรืออีกในหนึ่งคือต้องการความเป็นส่วนตัว 
4. แบบเดอะแทงเกิร์ล (The Tangle) แบบนอนตระคองกอดเกี่ยว
ท่านอนแบบนี้เห็นได้น้อยมาก! ส่วนใหญ่คู่รักที่นอนแบบนี้คือตอนที่ไปฮอร์นีมูนกัน หรือเป็นช่วงแต่งงานใหม่ๆ รักยังหวานชื่นอยู่ และแสดงให้เห็นว่าคู่ของคุณต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นไม่อยากที่จะห่างกันเลยแม้เพียงวินาที 
5. แบบเดอะอันลาเวริ่ง น็อต (The Unraveling Knot)
ท่านี้เปรียบเสมือนทั้งคู่ต้องการที่จะเดินจับมือไปด้วยกัน และอยากให้ความสัมพันธ์แนบชิดกว่าเดิม แต่ยังต้องมีช่องว่างให้กันบ้าง 
6. แบบลิเบอร์ตี้ (Liberty) นอนหันหลังให้กัน ซึ่งมันจะหมายถึงทั้งสองคนให้เกียรติกันและกันรวมทั้งสองคนยังรู้จักนิสัยกันดีอีกด้วย 
ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มที่จะมีระยะห่าง ต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ละคนยังรู้สึกเชื่อมต่อกัน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอิสระจากกันมากพอที่จะนอนห่างกันได้ มีความคุ้นเคยต่อกันและกันเป็นอย่างดี และยอมรับในพฤติกรรมการนอนของคนรักได้  
7. แบบเดอะแบล็ค คิสเซอร์ (The Back Kissers) หันหลังแต่ก้นยังชิด  
ถ้าคุณและเขานอนท่าหันหลังให้กันแต่ก้นยังชิดกันอยู่ก็แสดงว่าเป็นท่าที่แต่ละฝ่ายต่างรู้สึกสบาย ๆ ต่อกัน ทั้งยังรู้สึกถึงความใกล้ชิด แต่ก็ผ่อนคลาย
8. แบบเดอะ โรแมนติก (The Romantic) ผู้หญิงนอนแนบข้าง ใบหน้าซบอก ฝ่ายชายโอบไหล่
เป็นท่านอนที่ฝ่ายหญิงอยู่ในอ้อมแขนของฝ่ายชาย ส่วนขาก็ไขว่กัน แสดงว่าความสัมพันธ์ของคุณทั้งสองหวานชื่น ท่านอนยอดฮิตที่พบเห็นได้บ่อยในหนัง แสดงออกถึงรักที่สดใหม่ หรือรักที่เต็มไปด้วยความปรารถนา และแสดงให้เห็นว่าฝ่ายหญิงเชื่อใจที่จะให้ผู้ชายคนนี้ปกป้องดูแล 
9. แบบเดอะเลคฮัก (The Leg Hug)  ผู้หญิงนอนคว่ำ แต่เอาขาข้างหนึ่งพาดไว้กับขาของฝ่ายชาย
ถ้าคุณนอนท่านี้แสดงว่า ความสัมพันธ์ที่มีความห่วงใยซึ่งกันและกัน แต่ก็ไม่ตีกรอบให้คนรักได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และไม่ต้องการพลาดจากัน 
10. แบบเดอะสเปซฮ็อก (The Space Hog) 
ถ้าอีกฝ่ายนอนแบบในรูปนี้ แสดงว่าทั้งคู่มีความเห็นแก่ตัว เพราะไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีที่นอนหรือเปล่า หรืออีกความหมายหนึ่งแสดงว่าความรักของคุณและเขาค่อนข้างจืดจาง
การวิจัยนี้ไม่ได้ดูแค่ท่านอนเท่านั้น แต่ยังดูไปถึงการวางศีรษะเวลานอนอีกด้วย! หลังจากอ่านบทความนี้ทำให้คุณเข้าใจคู่รักของคุณมากขึ้นหรือไม่ วิธีการนอนก็ยังบ่งบอกถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะอย่างไร คุณและเขานอนอยู่บนเตียงเดียวกัน 

8 ปัจจัย หุ่นเสีย ผิวเสีย สุขภาพเสื่อม

หุ่นเซี๊ยะ ผิวสวย แข็งแรงง่ายๆ ด้วยพลังธรรมชาติใกล้ตัว

       ทุกวันนี้ เราต้องเจอกับสารพัดปัจจัยรอบตัวทำให้เรา “เสียสวย” ทั้งหุ่นเสีย เอวหาย พุงหลาม ห่วงยางออก ผิวเสียหมองคล้ำไม่มีออร่า หน้าไม่เด้งไม่ปัง มีริ้วรอย ภูมิคุ้มกันไม่ดี ป่วยง่าย สุขภาพเสื่อม สารพัดโรคร้ายเบียดเบียน ทั้งคลอเรสเตอรอลสูง เบาหวาน มะเร็ง โรคไต โรคตับ โรคหัวใจถามหา
8 ปัจจัย “หุ่นเสีย ผิวเสีย สุขภาพเสื่อม” 
1. กินจุบกินจิบ – กินไม่เป็นเวลา กินไม่เป็นมื้อ กินขนมไปทำงานไป เสี่ยงไขมันอุดตัน เบาหวาน 
2. ติดหวาน – เติมน้ำตาลทรายในอาหาร ดื่มน้ำหวาน นานไปเบาหวานถามหา เสี่ยงต่อมะเร็ง
3. ใจไม่แข็ง – เจอของโปรดอดไม่ได้ทุกที ทั้งหมูปิ้ง เค้ก ชานมไข่มุก กาแฟเย็น สุขภาพเสียสะสม
4. เครียด – งานยิ่งเครียด ยิ่งต้องหาของหวานๆ เย็นๆ มาคลายเครียด โรคภัยรุมเร้า 
5. ไม่มีเวลา – งานยุ่ง กินอะไรก็ได้ง่ายๆ เร็วๆ เลยต้องพึ่งอาหารเสริม สะสมในร่างกายนานตับไตพัง
6. ขี้เกียจออกกำลังกาย – งานเยอะ จะเอาเวลาที่ไหนไปออกกำลัง เสี่ยงเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด สารพัดโรคถามหา 
7. ระบบขับถ่ายไม่ดี – กินแต่แป้ง เนื้อสัตว์ ทำให้ระบบขับถ่ายก็ไม่ดี เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ ควร “ดีท็อกซ์” เอาของเสียออกจากร่างกายบ้าง
8. แสงแดดและมลภาวะ – ฝุ่นควัน ไอเสีย แสงแดดที่รุนแรงขึ้นทุกวัน ยิ่งทำลายเซลล์ผิว เพิ่ม “อนุมูลอิสระ” ทำให้ผิวและสุขภาพร่างกายเสื่อมโทรมก่อนวัย

พลังจากธรรมชาติใกล้ตัว ที่จะช่วยให้หุ่นเซี๊ยะ ผิวสวย ร่างกายแข็งแรง

        สถาบันวิจัยคาโกเมะ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึง “พลังจากผัก หรือ ยะไซโนะ ชิคาระ” ว่าเป็นพลังธรรมชาติใกล้ตัว และเป็น “ยาอายุวัฒนะ” ที่มี “โพลีฟีนอล” และ “ไฟเบอร์” สูง ช่วยต้านโรคอ้วน ช่วยเผาผลาญพลังงานและไขมัน ช่วย “ดีท็อกซ์” ของเสียและสารพิษออกจากตัวเรา ช่วยให้เรามีสุขภาพผิวพรรณและร่างกายแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง ต้านทานโรคภัย เพิ่มภูมิคุ้มกัน และยังช่วยให้มีอายุยืนยาว
โดยแนะนำให้บริโภคผักและผลไม้เป็นประจำเพื่อผิวพรรณและสุขภาพที่ดี ซึ่งถ้าไม่ชอบทานผักสด ก็สามารถดื่มในรูปแบบของน้ำผลไม้ได้ และยังได้แนะนำ “ผักและผลไม้ 35 ชนิด” ที่มีคุณประโยชน์ทั้งต่อรูปร่าง ผิวพรรณ และสุขภาพ
– แอปเปิ้ล ทับทิม แบล็คเคอร์แรนท์ อะเซโรลาเชอรี่ เลมอน เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วย วิตามินและเกลือแร่ชนิดต่างๆ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพสูงในการ “ต่อต้านอนุมูลอิสระ” อาทิ ช่วยให้ผิวพรรณดี สุขภาพแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก
– พรุน มี “ไฟเบอร์” และ “วิตามินซีสูง” ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ดีท็อกซ์ของเสียออกจากร่างกาย
– มะเขือเทศ มี “ไลโคปีน” สูง ช่วย “ต้านอนุมูลอิสระ” ช่วยให้ผิวขาว ลดการทำงานของเม็ดสีผิว เพิ่มคอลลาเจนผิว ช่วยให้ผิวสวย แก้มแดง ช่วยควบคุมไขมันในเส้นเลือด ต้านมะเร็ง ช่วยให้สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก และชะลอความแก่ (Anti-aging)
– ผักสีม่วง เช่น แครอทม่วง มี “โพลีฟีนอล” สูง เป็น “สารต้านอนุมูลอิสระ” ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผิวและสุขภาพดี ลดสารก่อมะเร็ง และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
– ผักสีเขียว 25 ชนิด ได้แก่ ผักสลัดร็อกเก็ต ผักกาดคอส ผักกาดหัว ผักกาดแก้ว ผักกวางตุ้ง บล็อกโคลี่ ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี ผักกาดเขียว ผักกาดหอม ผักกาดหอมใบแดง ผักคะน้า ผักโขม ผักชี ผักชีลาว ผักชีล้อม พาสเลย์ กระเทียมต้น หอมจีน กรีนเคล แบล็คเคล เรดเคล กรีนชาร์ต เรดชาร์ด แดนดิไลออน “ไฟเบอร์” สูง ช่วยลดความอ้วนและลดน้ำหนัก ขัดขวางการดูดซึมไขมัน
– แครอทส้ม มี “เบต้าแคโรทีน” สูง ช่วย “ต่อต้านอนุมูลอิสระ” สาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บ ยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา ทำให้ผิวดี และชะลอความแก่ (Anti-aging)
– บีท มี “โพลีฟีนอล” สูง ช่วย “ต่อต้านอนุมูลอิสระ” สาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บ ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา ผิวสวย และชะลอความแก่ (Anti-aging)
 เรดิช มี “ไฟเบอร์” สูง แคลอรี่ต่ำ ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง
 – หัวหอมใหญ่ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ รักษาโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต
         เห็นไหมคะพลังจากผักและผลไม้รวมกว่า 35 ชนิดเป็นพลังจากธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัว และให้คุณประโยชน์มากมาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผิวพรรณดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันดี ต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ดี ได้เวลาแล้วนะคะที่เราจะเริ่มต้นดูแลตัวเองทุกวัน ดีท็อกซ์อะไรที่ไม่ดีๆ ทั้งผิวเสีย หุ่นเสีย สุขภาพเสื่อม ออกไปจากตัวเรา และอย่าลืมดื่มน้ำผักและผลไม้รวมสกัดเข้มข้นเป็นประจำนะคะ รับรอง “ช็อตเดียว…เอาอยู่” ขอให้สวยใส สุขภาพดีทุกท่านนะคะ

ทักทาย แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น