*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อาหารบำบัดโรคตับอักเสบ

อาหารบำบัดโรคตับอักเสบ


ผู้ป่วยตับอักเสบอันเกิดจากเชื้อไวรัส พื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เซลล์ของตับฟื้นตัวได้เร็วขึ้น  ถ้าให้อาหารที่เพียงพอและเหมาะสม ดังนี้

อาหารบำบัดโรคตับอักเสบ thaihealth

แฟ้มภาพ
พลังงาน  ระยะนอนพักผ่อนก็ต้องให้พลังงานมากเพียงพอ แม้ลุกจากเตียงได้แต่มิได้ออกแรงเหมือนปกติ มักจะให้  พลังงาน 2,500-3,000  กิโลแคลอรี่/วัน  ให้เพียงพอกับความต้องการใช้พลังงาน  เพื่อการซ่อมแซม  ฟื้นฟูเนื้อเยื่อชดเชยกับการเผาผลาญที่สูงขึ้นในระยะมีไข้ ให้ผู้ป่วยฟื้นตัว มีกำลังและสุขภาพดี
โปรตีน ต้องได้รับเพียงพอ  เพื่อให้ตับได้มีโอกาสซ่อมแซม  ฟื้นฟูเซลล์ที่อักเสบ ร่างกายของผู้ป่วยจะมีการสลายตัวของโปรตีนมาก  ควรให้โปรตีนคุณภาพดีเช่น เนื้อ นม ไข่ ควรได้รับประมาณ 1.5-2  กรัม/น้ำหนักตัวจริง 1 กิโลกรัม/วัน ในโปรตีนมีสารซึ่งจำเป็นในการที่จะเปลี่ยนไขมันให้เป็น ไลโปโปรตีนและถูกพาออกไปนอกตับ
คาร์โบไฮเดรต ต้องได้รับเพียงพอ  เพื่อให้ร่างกายสร้างและสะสม ไกลโคเจนในตับและเพื่อให้ได้พลังงานเพียงพอ   จะช่วยป้องกันมิให้โปรตีนถูกนำมาสลายตัวเพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานแทน   จึงควรให้มีคาร์โบไฮเดรต 50-55%  ของพลังงานที่ได้รับ  หรือวันละประมาณ 300-400 กรัม
ไขมัน ให้ได้รับปานกลาง (ไม่มากเกินไป) จะช่วยให้อาหารมีลักษณะ  รสชาติดี  ชวนรับประทาน  ควรให้ไขมัน 25-40% ของพลังงานที่ได้รับจากอาหาร  หรือวันละประมาณ 80-100 กรัม
วิตามิน เสริมทั้งวิตามินที่ละลายในไขมัน และละลายในน้ำของเหลวหรือปริมาณน้ำ ควรให้วันละ 3,000 ซี.ซี.  จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่นไม่กระหาย และอาจจะมีความอยากอาหารมากขึ้น
การจัดอาหาร
การจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยตับอักเสบต้องจัดอาหารที่ให้สารอาหารมากทุกอย่างในขณะที่ผู้ป่วยเบื่ออาหาร อาจช่วยได้โดยให้อาหารเหลว ในระยะแรกที่มีคุณค่ามาก (ทำด้วยนม ไข่ น้ำตาล ไอศกรีม ฯลฯ)  ผสมกันให้ดื่มบ่อยๆ
ระยะต่อมาเมื่อผู้ป่วยดีขึ้น  รับประทานอาหารธรรมดาได้จึงให้อาหารธรรมดาที่มีคุณค่าครบถ้วน เลือกจัดอาหารที่ผู้ป่วยชอบ จัดให้น่าดู  ปรุงให้รสชาติดี ผู้ดูแลผู้ป่วยควรให้ความสนใจ และพยายามที่จะให้ผู้ป่วยได้รับอาหารเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการเพราะอาหารมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากโรคและเป็นปกติได้เร็วที่สุด
ข้อควรระวัง
โรคนี้เป็นโรคติดต่อ ภาชนะและอุปกรณ์ ในการกินของผู้ป่วยต้องแยกต่างหาก  เมื่อหายแล้วต้องฆ่าเชื้อเครื่องใช้ในการกินทั้งหมด (ต้มในน้ำให้เดือดสักครู่)
ที่มา : กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

จัดเต็มกับผลลัพธ์ “รีวิววิตามินบีรวม” ชาวออฟฟิศไม่ควรพลาด !

จัดเต็มกับผลลัพธ์ “รีวิววิตามินบีรวม” ชาวออฟฟิศไม่ควรพลาด !


รีวิววิตาบินบีรวม

วิตามินบีรวม


ปัญหาของเหล่าสาว ๆ ออฟฟิศที่ต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เมื่อผู้หญิงกลายเป็นผู้มีบทบาททางสังคมในด้านการทำงานและความสามารถที่มากขึ้นจนเทียบเท่ากับผู้ชายได้ จึงไม่แปลกที่เราจะได้พบเห็นเหล่า Working Women ทำงานกันอย่างหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะการนั่งทำงานเป็นกรรมกรอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมเวลาเอาไว้จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน หรือบางคนก็ต้องหอบหิ้วงานที่เหลือกลับมาทำที่บ้าน นับชั่วโมงทำงานกันเกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้บางคนใช้เวลาอยู่กับชีวิตแบบนี้จนลืมการดูแลตัวเอง





เป็นวัฏจักรที่ทำให้เกิดเป็น “โรคออฟฟิศซินโดรม” ขึ้นมาอย่างมากมาย ตั้งแต่โรคไมเกรน โรคปวดหลัง ปวดตามข้อ การอักเสบของกล้ามเนื้อ พังผืดบริเวณข้อนิ้ว โรคอ้วน เบาหวาน ความดัน และภาวะเครียดที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจแบบเรื้อรัง เหล่านี้คือตัวกระตุ้นชั้นดีที่จะทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว
ที่สำคัญการรับประทานอาหารที่ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่มีทางเลือกและกินอาหารที่ไร้ประโยชน์ ส่งผลให้ร่างกายไม่ได้รับอาหารตามหลักโภชนาการ “อาหารเสริม” จากวิตามินจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยสาว ๆ ที่ทำงานหนัก สาวบ้างาน นั่งทำงานใช้สมองอยู่ตลอดเวลา หรือคนที่พักผ่อนน้อย ต้องขอแนะนำให้เลือกวิตามินบีมาเป็นส่วนเสริมที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับการดูแลที่ดีมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ
เคล็ดลับในการเลือกซื้อยี่ห้อวิตามินบีให้ได้ผล
เนื่องจากในท้องตลาดมีวิตามินบีรวม (B Complex) วางจำหน่ายหลายยี่ห้อ การเลือกซื้อเพื่อให้ได้แบรนด์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนหลังการรับประทาน ตั้งแต่การหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต หรือจากเหล่านักรีวิวทั้งหลายที่เคยซื้อหารับประทานกันมาก่อนส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็คือการหันมาทดลองด้วยตัวเองพร้อมสังเกตผลที่เกิดขึ้น โดยวิตามินบีรวมที่เราพอจะแนะนำได้ว่ามันให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจด้วยกันก็มีอยู่ด้วยกัน 4 แบรนด์ใหญ่ ซึ่งเป็นการรีวิวของสมาชิกหมายเลข 1734447 ในเว็บไซต์ pantip จากกระทู้ “[รีวิว] รวมมิตรวิตามินบีตัวช่วยกู้สติ+สังขาร ฉบับสาว(กรรมกร)ออฟฟิศ” ส่วนผลที่ได้นั้นสาวออฟฟิศที่ต้องทำงานหนักทั้งหลายก็ลองนำไปพิจารณาและเลือกซื้อตามความพึงพอใจกันได้เลยค่ะ

จากโฆษณาที่พูดถึงว่ามันเป็นวิตามินบีรวมที่มีส่วนสำคัญในการช่วยคลายความเครียด หรือคนที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาหยุดพักผ่อน ซึ่งแน่นอนว่ามันเหมาะกับสาว ๆ หุ่นยนต์ที่นั่งติดอยู่กับหน้าจอทั้งวัน ส่วนผสมใน 1 เม็ด ยังประกอบไปด้วย วิตามินซี สังกะสี แมกนีเซียม ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญรวมกันคือบำรุงสมองและป้องกันการเกิดภาวะเครียด โดยเฉพาะสังกะสีที่ช่วยสังเคราะห์สารสื่อประสาทและปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายให้เป็นปกติ ที่สำคัญไปกว่านั้นผลิตภัณฑ์ยังกล่าวอีกว่า วิตามินเหล่านี้ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารตามธรรมชาติหรืออาหารเสริมจาก BLACKMORES EXEC B’S จึงเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า
Blackmores EXEC B’S
ผลลัพธ์ที่ได้จาก BLACKMORES EXEC B’S
ผลลัพธ์จากการรับประทาน BLACKMORES EXEC B’S ซึ่งมีทั้งหมดด้วยกัน 60 แคปซูล จะเหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องสมองเบลอ มีความเครียดสูง นอนไม่ค่อยหลับ หรือเกิดอาการคิดอะไรไม่ค่อยออก ตัวนี้ถือว่าคุ้มค่าและเห็นผลได้ดี ส่วนใครที่ต้องการให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าไปด้วยอาจจะไม่ค่อยได้ผล อีกทั้งตัวแคปซูลมีกลิ่นแรงอาจจะทำให้กินยากสำหรับบางคนได้

VISTRA B COMPLEX PLUS Minerals

ถือว่าเป็นวิตามินที่ราคากลาง ๆ ไม่ต้องควักงบประมาณให้มาก สูตรเด็ดของวิตามินบีรวมตัวนี้คือส่วนผสมที่บวกเพิ่มแร่ธาตุเข้าไปด้วย มีส่วนสำคัญก็คือการบำรุงสมองและสร้างสารสื่อประสาท ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ให้สมองทำงานเป็นปกติ มีส่วนผสมของวิตามินซีและบีรวมเป็นส่วนประกอบหลัก รองลงมาก็คือ โคลีน ไบทาเทรต ซิงค์ กลูโคเนต อิโนซิทอล กรดโฟลิกและไบโอติน นอกจากจะช่วยในการบำรุงระบบสมองโดยรวมแล้ว ยังสามารถช่วยลดอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักของร่างกายได้อีกทางหนึ่งด้วย
Vistra B-Complex Plus Minerals
ผลลัพธ์ที่ได้จาก VISTRA B COMPLEX PLUS Minerals
อาจจะเป็นเพราะด้วยราคาที่ไม่แพง 30 แคปซูลในราคาเพียง 250 บาท ลักษณะของกลิ่นที่ไม่ฉุน เหมาะสำหรับคนที่รับประทานยายาก แต่ส่วนใหญ่เมื่อกินเข้าไปแล้วจะแทบไม่ค่อยเห็นผลอะไรเลย ซึ่งบางคนก็พอจะมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นของร่างกายที่ไม่ค่อยเหนื่อยล้า แต่หากคนที่ทำงานหนักและต้องเผชิญกับความเครียดอยู่บ่อย ๆ ก็อาจจะต้องบอกลากันไป

MEGA We Care NAT B

เป็นวิตามินบีรวมที่มีขนาดเม็ดใหญ่ อาจจะทำให้หลายคนที่ไม่ชอบกินยารู้สึกพะอืดพะอมและกลืนไม่ลง ส่วนคุณสมบัติของเจ้าตัวนี้ใน 1 แคปซูลให้มากกว่าแค่วิตามินบี เพราะมันมีส่วนผสมของนิโคทินามายด์ แคลเซียมแพนโทธีเนท กรดโฟลิก โคลีนไบตาเตรท ไบโอติน และอินโนซิทอล ซึ่งสารอาหารทั้งหมดเหล่านี้จะช่วยรักษาอาการขาดวิตามินบีโดยตรง เนื่องจากมีปริมาณวิตามินบีรวมสูงเป็นพิเศษ ช่วยลดความตึงเครียดของร่างกายและสมองเป็นพิเศษ ทำให้สมองสามารถทำงานได้ฉับไว กระปรี้กระเปร่า และรู้สึกสดชื่นได้มากกว่าเดิม
Mega We Care Nat B
ผลลัพธ์ที่ได้จาก MEGA We Care NAT B
เนื่องจาก MEGA We Care NAT B มีผลต่อการบำรุงสมองโดยตรงด้วยคุณสมบัติความเข้มข้นของวิตามินบีรวม ผู้ที่รับประทานจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสดชื่น มีสมาธิในการทำงาน ไม่ค่อยง่วงเหงาหาวนอนเท่าไร แถมยังรู้สึกสมองปลอดโปร่งและอารมณ์ดี ส่วนข้อเสียของมันก็คือขนาดเม็ดที่ใหญ่และกลิ่นที่ค่อนข้างแรง

Alinamin EX PLUS

เป็นอีกหนึ่งวิตามินที่ได้รับความนิยม แต่ว่ามีราคาสูงเมื่อเทียบกับชนิดอื่น ๆ ปริมาณ 1 กระปุกจะให้ทั้งหมด 60 แคปซูลในราคาราว ๆ 420 บาท ส่วนใหญ่จะให้รับประทานอย่างน้อยวันละ 1 เม็ดหลังอาหารเช้าในกรณีที่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เกิดอาการป่วยหนักจากออฟฟิศซินโดรมมากเกินไป ส่วนใครที่มีภาวะรุนแรงจนรู้สึกสมองเบลอหนัก ๆ ก็ให้รับประทานประมาณ 3 เม็ดหลังอาหารเช้า ความพิเศษของมันอยู่ตรงที่มีส่วนผสมของ Fursultiamine อนุพันธ์ขนาดเล็กของตัววิตามินบีที่ผ่านการวิจัยเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีส่วนประกอบของ Calcium Patothenate หน้าที่สำคัญคือการเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นโคเอนไซม์เอ เพิ่มพลังให้กับเซลล์ในร่างกาย และส่วนสุดท้ายคือวิตามิน E ช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระและกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด เพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายมากขึ้น
Alinamin EX PLUS
ผลลัพธ์ที่ได้จาก Alinamin EX PLUS
สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีขนาดเม็ดที่เล็ก หลังรับประทานแล้วสังเกตได้ว่าปัสสาวะไม่มีกลิ่น แต่เมื่อกินต่อเนื่องกันประมาณ 7 วัน จะเริ่มสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยตามร่างกายที่ลดลง สมองเริ่มปลอดโปร่งและมีสมาธิ โดยส่วนใหญ่มีผลโดยตรงกับสภาพร่างกายมากกว่าสมอง เหมาะสำหรับสาวออฟฟิศที่มีปัญหาปวดเมื่อยเรื้อรัง ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม แม้อาหารเสริมที่มาจากวิตามินบีรวมเหล่านี้จะให้ผลลัพธ์ในการบำรุงสมอง และช่วยให้ร่างกายถูกฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง ทว่าการดูแลตัวเองด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะดีกว่าการมานั่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งเชื่อว่ามันจะไม่ช่วยให้สาว ๆ มีสุขภาพดีขึ้นได้หากไม่รู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง นอกจากจะต้องกินแต่วิตามินเสริมเหล่านี้ไปตลอดก็เป็นได้ค่ะ
เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)


------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค  http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter  
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8


คลอโรฟิลล์ดีจริงหรือ ? ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์ 27 ข้อ !

คลอโรฟิลล์ดีจริงหรือ ? ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์ 27 ข้อ !

คลอโรฟิลล์คืออะไร ? คลอโรฟิลล์(Chlorophyll) คือ คลอโรพลาสเม็ดเล็ก ๆ มีสีเขียวซึ่งอยู่ในเซลล์พืช เป็นส่วนหนึ่งของพืชที่เกิดจากกระบวนการทำอาหารของพืชหลังจากได้รับแสงอาทิตย์ โดยสูตรโครงสร้างของคลอโรฟิลล์จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับสูตรโครงสร้างของสารประกอบ Heme ที่เป็นโครงสร้างหลักของเม็ดเลือดแดงของมนุษย์อย่างมาก ซึ่งผู้ค้นพบสารนี้เป็นคนแรกได้แก่นักวิทยาศาสตร์ชื่อ ฮานส์ ฟิชเชอร์ (Hans fischer)

Chlorophyll

เชื่อว่าหากร่างกายของเราได้รับคลอโรฟิลล์เข้าไปก็จะไปเป็นสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดงให้กับร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ในภาวะโลหิตจาง เป็นต้น โดยปกติแล้วในร่างกายของเราจะมีการสร้างและทำลายเซลล์มากกว่า 2.5 ล้านเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ร่างกายทำงานหนัก เม็ดเลือดแดงในร่างกายก็จะถูกทำลายมากขึ้นตามไปด้วย และร่างกายของเราก็ต้องมีการสร้างขึ้นมาทดแทนในจำนวนเท่า ๆ กัน ตลอดเวลา แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายของเรามีความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดง สาเหตุอาจจะมาจากการขาดสารตั้งต้นอย่างคลอโรฟิลล์ เมื่อปล่อยให้มีความบกพร่องเป็นระยะเวลานาน ๆ ก็จะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติตามมา เพราะเม็ดเลือดแดงถือเป็นระบบขนส่งอาหารที่สำคัญอย่างมากในร่างกาย

แต่ก็มีข้อโต้แย้งออกมาว่าสารสกัดจากคลอโรฟิลล์นั้นไม่สามารถนำไปใช้สร้างเม็ดเลือดแดงได้ เนื่องจากมันมีองค์ประกอบของโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างจากเม็ดเลือดแดงอย่างสิ้นเชิง เพราะหน้าที่หลักของคลอโรฟิลล์นั้นช่วยในการสังเคราะห์แสงของพืชเท่านั้น

คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)

คลอโรฟิลล์
  • สารคลอโรฟิลล์ที่มีอยู่ในพืชจะแบ่งออกเป็นประเภทที่ละลายในน้ำ และอีกประเภทที่ละลายในไขมัน ซึ่งในส่วนของประเภทที่ละลายในไขมันนั้นทางองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาไม่รับรองให้รับประทาน แต่ส่วนที่เป็นประเภทที่ละลายในน้ำนั้นสามารถรับประทานได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยกำหนดให้รับประทานได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะถ้าหากเกินกว่านั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
  • การรับประทานสารคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่มากเกินไปในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือในสีผสมอาหาร อาจจะทำให้สีของปัสสาวะหรืออุจจาระเปลี่ยนเป็นสีเขียว และอาจจะทำให้ท้องเสียได้แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มีรายงานพบว่าเกิดการแพ้สารคลอโรฟิลล์
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดนั้น โดยหลักการคือสิ่งที่เราต้องรับประทานเสริมเมื่อร่างกายขาดสารอาหารประเภทนั้น แต่ถ้าร่างกายของเราไม่ได้ขาดสารอาหารอะไร คุณก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แค่รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็ถือว่าเพียงพอต่อร่างกายแล้ว เพราะถ้าหากร่างกายได้สารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินกว่าปกติ ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียหรือเป็นโทษต่อร่างกายได้ ดังนั้นถ้าในชีวิตประจำวันคุณรับประทานอาหารประเภทผักหรือผลไม้ที่มีสีเขียวอย่างเพียงพออยู่แล้ว คุณก็ไม่จำเป็นที่ต้องรับประทานคลอโรฟิลล์เสริมอาหารแต่อย่างใด
  • การรับประทานคลอโรฟิลล์เสริมอาหารนั้น ในผลงานวิจัยทางการแพทย์ทางด้านสารอาหารในต่างประเทศ ก็มีผลงานวิจัยออกมาทั้งที่เป็นด้านบวกและด้านลบ ก็พอจะคาดเดาได้ว่ามันไม่ได้มีประโยชน์อย่างเดียวหากเรารับประทานแบบไม่ถูกต้องหรือรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป ดังนั้นก่อนการเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคลอโรฟิลล์ คุณควรอ่านคำเตือนข้างกล่องก่อนรับประทานและเราก็ต้องรู้ว่าร่างกายของเราควรได้รับสารอาหารประเภทนี้หรือไม่
  • ในเรื่องนี้นักวิชาการส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการรับประทานอาหารเสริมคลอโรฟิลล์นั้นเป็นการสิ้นเปลือง และแนะนำว่าควรหันมารับประทานผักสีเขียวให้มากขึ้นเพราะเป็นแหล่งของคลอโรฟิลล์ จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าและไม่สิ้นเปลืองเงินมาก สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคลอโรฟิลล์ผง ใช้ชงกับน้ำดื่มหรือที่เรียกกันว่า น้ำคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีการอวดอ้างสรรพคุณไว้มากมาย ดังนั้นควรใช้วิจารณญาณกันให้ดี เพราะประโยชน์หลายข้อยังขาดหลักฐานการสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ ซึ่งคลอโรฟิลล์เสริมอาหารที่อ้างว่าเป็นสารจากธรรมชาตินั้น ความจริงแล้วในกระบวนการผลิตคลอโรฟิลล์จะถูกสกัดและทำปฏิกิริยาเคมีกับสารอื่น ๆ จนเป็นสารใหม่ขึ้นมา

ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์

  1. Chlorophyllเชื่อช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส
  2. เชื่อว่ามีส่วนช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า
  3. ช่วยลดเลือนรอยคล้ำรอบดวงตา
  4. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย
  5. ช่วยลดอาการภูมิแพ้ โรคหอบหืด แพ้อากาศ
  6. ประโยชน์คลอโรฟิลล์ ช่วยเพิ่มปริมาณของเม็ดเลือดแดงให้สมดุล
  7. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  8. ช่วยกำจัดสารพิษภายในร่างกาย
  9. มีส่วนช่วยในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ
  10. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
  11. คลอโรฟิลล์ผงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะและไมเกรน
  12. ช่วยลดปัญหาการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบตันหรือเส้นเลือดขอด
  13. ช่วยลดปัญหากลิ่นตัวหรือกลิ่นที่เกิดจากอวัยวะภายในร่างกาย
  14. คลอโรฟิลล์ ประโยชน์ใช้เป็นยาดับกลิ่นปาก (เห็นผลน้อยมาก)
  15. ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารและลำไส้
  16. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ
  17. มีส่วนช่วยบรรเทาและรักษาโรคท้องผูก
  18. ช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  19. ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
  20. ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์ ช่วยทำความสะอาดบาดแผลให้สะอาดได้ดีกว่าสารชนิดอื่น
  21. มีส่วนช่วยป้องกันโรคตับอักเสบและไตวาย
  22. คลอโรฟิลล์คืออะไรมีส่วนช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับ
  23. มีฤทธิ์ในการต้านการติดเชื้อต่าง ๆ (แต่มีประสิทธิภาพน้อยมาก ๆ)
  24. ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  25. ใช้รักษาแผลและช่วยการสมานบาดแผล ให้แผลหายไวกว่าปกติ
  26. ช่วยดับกลิ่นเหม็นของแผล
  27. ช่วยลดอาการเป็นพิษหรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิดได้
ข้อแนะนำ : ควรใช้วิจารณญาณในการเชื่อ เพราะข้อมูลบางอย่างยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจน
เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค  http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter  
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

สารอาหารช่วยสมานแผลให้หายไว

สารอาหารช่วยสมานแผลให้หายไว




ในภาวะที่ร่างกายของคนเรามี บาดแผล การรับประทานอาหารที่เหมาะสม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องเอาใจใส่ เพื่อช่วยให้บาดแผล หายได้เร็วขึ้น ทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ อีกทั้งช่วยลดการติดเชื้อของ บาดแผล ได้ด้วย

สารอาหารที่ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น ได้แก่

  • โปรตีน หรือที่รู้จักกันดีว่ามีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ รวมถึงถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น โปรตีน จะช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้เซลล์แต่ละเซลล์ประสานยึดติดเป็นเนื้อเดียวกัน แนะนำให้รับประทานโปรตีน เพิ่มจากปริมาณเดิมที่เคยรับประทานวันละ 2 ช้อน
  • วิตามินซี วิตามินซี ทำหน้าที่สร้างผนังของเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยมีความแข็งแรง และไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยในการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น จึงทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้นวิตามินซี มีมากในผลไม้สดทุกชนิด พบมากในฝรั่ง มะละกอ ส้มต่างๆ สำหรับผักที่มี วิตามินซี สูง ได้แก่ บร็อคโคลี่ พริกหวานสีแดง ปริมาณที่ควรรับประทาน 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ธาตุสังกะสี ธาตุสังกะสี จะช่วยให้เซลล์สามารถจับกับวิตามินได้มากขึ้น กระตุ้นให้แผลหายเร็วขึ้น ธาตุสังกะสี พบมากในเนื้อสัตว์ นม ไข่ ตับ ชีส ถั่วเหลือง
การดูแลบาดแผล หลังจากได้รับการรักษา บาดแผล โดยแพทย์แล้ว นอกจากความระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อของแผลตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว การเอาใจใส่เรื่องอาหารที่รับประทานในระหว่างฟื้นฟูบาดแผลก็เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น อย่าละเลยเรื่องคุณค่าอาหารที่เหมาะสม เพื่อช่วยส่งเสริมการฟื้นฟูบาดแผลให้หายเร็วยิ่งขึ้น

ที่มา : ideaforlife


------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค  http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter  
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

เทคนิคการกินอาหารแก้เครียด

          



     ทุกวันนี้ เรามักเห็นข่าวเกี่ยวกับผู้ปวย โรคซึมเศร้า โรคเครียดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดย ผู้ป่วยจะมีอาการ มึนงง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ระบบขับถ่ายแปรปรวน วิตกกังวล หงุดหงิด เป็นต้น ซึ่งสังคมไทยในปัจจุบันไม่กล้ายอมรับว่าตนกำลังซึมเศร้า หรือไม่ค่อยรู้ตัวว่ามีอาการเครียดสะสม ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อทำให้ร่างกาย อารมณ์ และจิตใจสมดุล ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการป้องกันและบำบัดอาการดังกล่าว

          ในภาวะเครียด ร่างกายจะสลายไขมันและน้ำตาลออกมาเพื่อผลิตพลังงานเพิ่มขึ้น ทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ และหงุดหงิด ดังนั้น ผู้ที่นอนไม่หลับจึงควรทานอาหารมื้อค่ำเบาๆ ไม่อิ่มมาก และทานน้ำผึ้งครึ่งช้อนชาก่อนนอน จะช่วยให้หลับง่ายและสนิท ตื่นเช้ามาก็จะรู้สึกสดชื่น ส่วนการดื่มชา กาแฟ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ก็ควรดื่มแต่พอดี เพราะหากดื่มมากเกินไปจะเพิ่มความเครียดให้แก่ร่างกาย เนื่องจากไตจะทำงานหนักขึ้น ดังที่เห็นว่า ผู้ติดกาแฟมักดูแก่กว่าวัย


          สำหรับคนที่มีความเครียดบ่อย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล จึงควรทานอาหารที่มีไขมันต่ำ กากใยสูง เช่น สลัดผักน้ำใส หรือน้ำมันงา และควรใส่มะเขือเทศด้วยเพราะมีสารกาบาสูง ทั้งนี้สารกาบาจะช่วยให้สมองรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สบายตลอดคืน ทั้งยังช่วยลดความเครียดหรือความวิตกกังวล ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายได้ดีอีกด้วย ขณะเดียวกันก็ควรทานอาหารจำพวกโปรตีนสูง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่ และนม ควบคู่กันไปด้วย เพราะจะช่วยให้สมองมีพลัง กระฉับกระเฉง และตื่นตัว
          นอกจากนี้ เครื่องดื่มสมุนไพรอย่าง น้ำอัญชัน น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ ก็มีสรรพคุณที่ช่วยบำรุงเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ร่างกายตื่นตัว หรือจะเป็นน้ำมะตูม โสมกระชายดำ ช่วยปรับฮอร์โมนและรักษาสมดุลในร่างกาย หากใครที่ ไม่ชอบเครื่องดื่มสมุนไพร อาจเปลี่ยนไปเลือกทานผักจำพวก โหระพา กะเพรา พริก ตะไคร้ เครื่องต้มยำต่างๆ ก็ได้ เพราะสามารถช่วยต้านการอักเสบระดับเซลล์ เนื่องจากความเครียดจะทำให้เซลล์อักเสบ
          เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะช่วยเพิ่มความสมดุลคือการ ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะการสัมผัสแสงแดด สายลม จะช่วยให้ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจได้มากขึ้น

 *** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^^

*** รับข้อมูลดีๆเพิ่มเติมได้ กดติดตามเราด้วยน้า จะมีกิจกรรมแจกของรางวัล
Facebook fanpage :https://www.facebook.com/HealthyThailand












วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

7 วัน 7 วิธี เคล็ดลับสุขภาพดี รับปี 2560









เริ่มต้นปีใหม่กันอีกแล้ว นอกจากการเฉลิมฉลองในเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ การดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี ให้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ยังถือเป็นกุญแจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเรามีความสุข ตลอดปี - ตลอดไปอีกด้วย สำหรับคนที่ดูแลสุขภาพตัวเองมาตลอดก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่คนที่ยังละเลยไม่เคยดูแลตัวเองเลย เริ่มต้นใหม่ในปีนี้ยังไม่สาย ว่าแต่จะเริ่มกันยังไงดีล่ะ?


เคล็ดลับ 7 ข้อ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ถ้าคุณทำได้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนคุณให้สุขภาพดีได้แน่ๆ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง


1) ทานอาหารอย่างเหมาะสม ทานให้ตรงเวลาครบ 3 มื้อ โดยเฉพาะในมื้อเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญอย่าลืมเด็ดขาด แล้วไปลดมื้อเย็นให้ท้องเบาสบาย ไม่ทานอาหารเย็นในช่วงดึกดื่น ที่สำคัญ ในแต่ละมื้อควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสม อย่าลืมเสริมผัก ผลไม้ให้ได้เกลือแร่และวิตามินครบถ้วน และต้องทานอาหารให้ตรงเวลา โรคกระเพาะจะได้ไม่ถามหา นอกจากนี้การปล่อยให้ตัวเองหิวจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา หรือที่เรียกว่าโมโหหิว เราจึงไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างนานและควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ 3 มื้อในปริมาณที่พอเหมาะ


สำหรับการทานอาหารเสริมควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในวัยเด็กที่ต้องเน้นให้ครบทุกหมู่ ผู้ปกครองควรพิจารณางดของขบเคี้ยว อาหารจังก์ฟู้ดส์ ขนมหวาน อาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เพราะในปัจจุบันมีข้อมูลว่าเด็กเป็นโรคอ้วนซึ่งนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ ตามมาได้ง่าย ในวัยกลางคน หรือ ผู้สูงอายุ เน้นอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ เพิ่มแคลเซียมจากการดื่มนม (ในรายที่แพ้นมวัวแนะนำให้เลือกดื่มนมถั่วเหลือง) ควบคู่ไปกับการทานอาหารหลากหลายที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย และผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ รวมถึงเต้าหู้ก้อน ผักใบเขียว ถั่วงา ช่วยเสริมความแกร่งให้กับกระดูกจะได้แข็งแรงอยู่คู่ร่างกายของเราไปอีกนานๆ


2) อย่าลืมดื่มน้ำให้พอ การดื่มน้ำอย่างพอเหมาะ โดยเฉลี่ยประมาณ 8 แก้ว / วัน จะช่วยให้การเผาผลาญ การไหลเวียนของเลือดซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น กระตุ้นการทำงานของหัวใจและระบบไตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ปริมาณไขมันในร่างกายลดลง เป็นการลดความอ้วนโดยไม่เสียสตางค์ การดื่มน้ำที่เพียงพอยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้มีความสดใสจากภายในสู่ภายนอกเหมาะกับคนที่รักสุขภาพอย่างมาก


3) ฟิตแอนด์เฟิร์ม อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที นอกจากผลที่ได้ทันทีคือความกระปรี้กระเปร่า สดใส แล้ว การออกกำลังกายในระยะยาว ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปอด หัวใจ แถมยังช่วยลดน้ำหนักอีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายที่ดีควรใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ อย่างน้อย 1 ใน 6 ส่วนของร่างกาย กีฬาที่แนะนำสำหรับเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อสำหรับสาวๆ ออฟฟิศ เช่น พิลาทิส โยคะ เต้นแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือฟิตเนส เป็นต้น ส่วนหนุ่มๆ นอกจากกีฬาหนักๆ ที่ชื่นชอบแล้วการเล่นฟิตเนส การวิ่ง และว่ายน้ำ ยังเป็นการออกกำลังกายง่ายๆ ที่ทำให้รูปร่างสมาร์ท ดูดี ไม่แก่เร็ว


4) พักผ่อนให้เพียงพอ คนทำงานมักเลือกการแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนๆ เป็นการผ่อนคลาย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยๆ แน่นอนว่ามันย่อมทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ง่ายๆ เหตุนี้ จึงควรหาเวลานอนหลับพักร่างกายอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง จะช่วยให้คุณเริ่มต้นวันใหม่อย่างแจ่มใส หรืออาจหาเวลาท่องเที่ยวพักผ่อนช่วงวันหยุด ช่วยชาร์จแบตเตอรี่ให้ร่างกายพร้อมกลับมาลุยงานได้อย่างเต็มที่


5) ลด ละ เลิก พฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพ บางครั้งก็ห้ามกันไม่ได้ สำหรับพฤติกรรมที่ถือเป็นไลฟ์สไตล์ของคนทำงาน แต่คุณอาจจัดสรรเวลาเพื่อสุขภาพได้หากไม่เลิกก็ควร ลด ละ เหล้า บุหรี่ ลงบ้าง เพราะใครๆ ก็รู้ดีว่าพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพนั้นไม่ดีแน่นอนเพราะมันเป็นเหมือนการเติมสารพิษให้ร่างกาย ถ้าใครมีต้นทุนสุขภาพที่ดีก็ดีไป แต่หากใครมีร่างกายที่ไม่แข็งแรง เมื่อเติมสารพิษเข้าไปย่อมทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งตับ มะเร็งปอด รวมทั้งโรคอื่นๆ


6) สุขภาพจิตก็สำคัญ นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว การมีสุขภาพจิตที่ดีย่อมทำให้ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมได้ด้วย รู้แบบนี้หาเวลาดีท็อกซ์ความเครียดจากการออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ ท่องเที่ยว ฯลฯ ที่สำคัญหาเวลาปฏิบัติธรรม อ่านหนังสือธรรมะ ทำจิตใจให้แจ่มใส นั่งสมาธิ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ตลอดปี


7) แบ่งเวลาให้ครอบครัว อย่าคร่ำเคร่งกับงานจนลืมใส่ใจคนที่เรารัก ทั้งพ่อ แม่ ญาติสนิทมิตรสหาย และคนรู้ใจ เพราะความสุขส่วนหนึ่งมาจากจุดเล็กๆ เหล่านี้ นอกจากงานคนจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน ยังเพลิดเพลินไปกับโลกโซเชียลจนเกินพอดี ด้วยเหตุนี้ อย่ามัวเพลิดเพลินกับโลกเสมือนเหล่านี้จนลืมคนที่คุณรักไปล่ะ


เป็น 7 วิธีที่จะเปลี่ยนให้คุณสุขภาพดีในปีแพะ










ที่มา : คอลัมน์ สรรหามาขยาย ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
























*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^

4 เคล็ดลับ พื้นฐานสู่ผิวสุขภาพดี วิธีทำให้สุขภาพผิวเราดีเสมอ

4 เคล็ดลับ พื้นฐานสู่ผิวสุขภาพดี


วิธีทำให้สุขภาพผิวเราดีเสมอ

   ในการทำให้ผิวเราดูเนียนนุ่มชุ่มชื่นอยู่เสมอนั้น นอกจากการรับประทานอาหารเสริมฟีโอร่าแล้ว คุณยังสามารถ ดูแลสุขภาพผิวให้ดีด้วยวิธีอื่นควบคู่ไปด้วย เช่นการหลีกเลี่ยงมลพิษทางแวดล้อม ฝุ่น ควัญ แดด ซึ่งมลพิษเหล่านี้เป็นที่มา ของปัญหา ผิวแห้งเสีย ริ้วรอย ฝ้า กระ และโรคผิวหนังต่างๆ ที่ตามมา แต่ยังไงก็ตามเรื่องเหล่านี้เราสามารถ ดูแลและป้องกันสุขภาพผิว ของเราได้ดีอยู่เสมอ โดยทำตามเคล็ดลับที่บอกต่อไปนี้ก็ช่วยให้เร่งให้เรา สุขภาพผิวดี ขาวใส มีออร่าเร็วขึ้นอีกค่ะ

วิธีการ
 1.แน่นอนเรื่องหลักๆ คือต้องดูแลสุขภาพของตัวเองมาก่อน ก็คือให้เราพักผ่อนให้เพียงพอ  

เพราะการพักผ่อน การนอนหลับ เป็นปัจจัยหลัก ที่จะทำให้ ร่างกายได้มีกำลังในการ ผลิตทั้งเม็ดเลือด ได้ปรับสมดุล ได้เอากำลังที่เหลือมาใช้ในส่วนที่เสริมสร้าง มากกว่าซ่อมแซมส่่วนที่สึกหรอจากการหักโหมร่างกายจากการไม่ได้พักผ่อน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพักผ่อน ให้เพียงพอ เป็นเวลา จะเป็นปัจจัยแรกที่ทำให้เราสุขภาพดีกันค่ะ

 2.เลือกทาน แต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ ( อะหารอะไรบ้างที่ดีต่อสุขภาพจะกล่าวในบทความต่อไปนะคะ ) 
 เราอาจเคยได้ยินมาบ้างเรื่องอาหารคลีน โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาเทรนด์ออกกำลังฟาย ฟิตเนสกำลังมาแรง อาหารคลีนก็กำลังได้ความนิยมแต่ว่าให้เราเข้าใจง่ายๆ เลยว่า หลักการทานอาหารคลีนคือ หลีกเลี่ยงอาหารมัน หรือ กินอาหารแล้วเกินพลังงานที่ร่างกายต้องการ 

3.การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแล มาเสริมที่เหมาะสมกับผิวของคุณ 

ซึ่งในการเลือกซื้อคุณก็ต้องดูด้วยว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้น เหมาะกับสุขภาพผิวของคุณหรือไม่ โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ดีๆ ออกมาหลายๆ ตัวที่ช่วยดูแล และต่อต่านริ้วรอย รวมถึงให้ความชุ่มชื้นอยู่มาก แต่หากว่าคุณเพิ่งกำลังเริ่มใส่ใจในการดูแลผิวละก็ ให้ลองทาโลชั่นสำหรับทาตัว และเซรั่มสำหรับใบหน้าก่อนนอนดูเป็นประจำแล้วจะเริ่มพบว่าสุขภาพผิวคุณจะดีขึนตามลำดับ

4.วิธีสำคัญสุดท้ายก็คือการ ปกป้องและดูแลผิวให้อยู่ห่างจาก รังสีอันตรายจากดวงอาทิตย์ แสงแดด ( แต่ก็ไปรับวิตามินจากแสงแดดบ้างให้ถูกเวลา )

ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาหลักๆ สำหรับใครหลายๆ คนที่เรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนในการดูแลผิวเลยก็ว่าได้ เพราะบางทีเราเห็นว่าแดดอ่อนๆ อาจจะไม่ทำร้ายผิวแต่ความจริงนั้น ในแดดอ่อนๆ ในช่วงกลางวันที่ไม่ร้อนมาก ก็ยังคงมี ลภาวะจากแสงแดดอยู่เช่นเดิม โดยเราสามารถเลี่ยงโดยการ ทาครีมบำรุงผิว ที่มีสารกันแดด ( อย่างน้อย SPF15 ) ทุกครั้งกรณีที่ต้องเจอแดด ( ซึ่งในความจริงนั้นคุณก็ต้องหมั่นเช็คด้วยว่าครีมกันแดดที่ใช้อยู่นั่นเอาอยู่หรือไม่ ถ้าละลายเร็วหรือช่วยกันได้ไม่ดีพอให้ซื้อที่มีค่า SPFสูงๆ ) ซึ่งที่จริงแล้วเราก็ไม่ต้องกลัวว่าแดดจะทำร้ายผิวเราเสมอไป (คนส่วนใหญ่มักกลัวว่าแดดทำร้ายผิว) เพราะบางครั้งผวเราก็ต้องการแสงแดดเพื่อให้เกิดกระบวนการผลัดเซลผิวที่ไวขึ้น ดังนั้นคุณควรไปเจอแดดเสียบ้าง ซึ่งแสงแดดในช่วงเช้าๆ ตอนอาทิตย์ขึ้น และช่งอาทิตย์ตก จะเป็นแสงที่ไม่ทำให้ผิวระคายเคือง และเป็นที่รู้กันดีว่าแดดในช่วงนี้แหละ ที่เป็นอาหารผิวอย่างดีเลย
  เป็นอย่างไรบ้างคะ ไม่ยากเลยใช่ใหมในการดูแลผิว แค่ 4 เรื่องหลักๆ ที่หลายๆคนอาจนึกไม่ถึงว่าเรื่องพวกนี้มันมีผลต่อสุขภาพผิวเราขนาดนี้เลยหรอ ยังไงหลังจากอ่านบทความนี้แลก็อย่าลืมไปลองทำดูนะคะ รับรองได้ว่าคุณจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ยิ่งถ้าหากทานฟีโอร่าควบคู่ปแล้ว รับรองว่าการเปลียนแปลง นั้นจะเกิดสองส่วนเลยคือจากส่วนที่คุณดูแลตัวเองจากภายนอก และในส่วนที่ช่วยปรับสมดุล ให้สวยจากภายในสู่ภายนอกค่ะ



*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^

ทักทาย แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น