*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

โบท็อกซ์…หน้าสวยด้วยมือหมอ

โบท็อกซ์…หน้าสวยด้วยมือหมอ

 “อยากสวย อยากใส อยากหล่อ” ความต้องการทุกอย่างสามารถเป็นจริงได้ เมื่อคุณรู้จักกับการเสริมความงามที่เรียกว่า “โบท็อกซ์” แต่นอกจากข้อดีที่คุณรับรู้ผ่านสื่อโฆษณาแล้ว ยังมีอะไรที่คุณควรจะรู้เพิ่มเติมอีกบ้างก่อนที่จะคิดตัดสินใจเสริมความงามด้วยวิธีนี้
    โบท็อกซ์ เป็นวิธีการรักษาหน้าแบบที่ไม่ต้องเจ็บตัว เนื่องจากวิธีนี้ไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด ใครที่กลัวมีดหมอจึงสบายใจได้เลยว่าคุณเองก็มีโอกาสสวยไม่น้อยไปกว่าใครเลย ข้อดีของการทำโบท็อกซ์มีอยู่มากมาย ทั้งการช่วยลดเลือนริ้วรอยหรือร่องลึกได้ในเวลาชั่วพริบตา การทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ราวกับวัยรุ่น หรือการกระชับใบหน้าให้เรียวเล็ก แล้วกลไกที่ทำให้มันสามารถเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ได้อย่างรวดเร็วนั้นคืออะไร ตามมาดูสิค่ะ
โบท็อกซ์...หน้าสวยด้วยมือหมอ

    โบท๊อกซ์ คือ สารสกัดจากธรรมชาติ ที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์จากแบคทีเรียที่ชื่อว่า “ครอสตริเดียม โบทูลินัม” คุณสมบัติที่โดดเด่นของมัน ก็คือ การช่วยให้กล้ามเนื้อในบริเวณที่หดตัวคลายตัวออก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดเลือนริ้วรอย นอกจากนี้ โบท็อกซ์ยังมีผลต่อการปรับลดขนาดของกล้ามเนื้อ ซึ่งมีผลโดยอ้อมให้คุณแลดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งเหตุผลที่โบท็อกซ์สามารถส่งผลดีเช่นนี้ได้ ก็เป็นเพราะ โบท็อกซ์จะเข้าไปจับกับปลายประสาท ทำให้สัญญาณที่กระตุ้นการหดตัวไม่ทำงาน กล้ามเนื้อของคุณที่กำลังหดตัวอยู่จึงเกิดการผ่อนคลาย และมีผลให้ริ้วรอยค่อยๆเรียบเนียนขึ้น อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยอันใหม่เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ โบท็อกซ์ยังช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อในส่วนที่เราไม่ต้องการ ทำให้สามารถปรับรูปหน้าของคุณให้เรียวเล็กกว่าเดิมได้ด้วย
    การฉีดโบท็อกซ์ที่ถูกต้องจะใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และจะฉีดลงตรงตำแหน่งกล้ามเนื้อที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาชา การทำทรีทเม้นต์ด้วยวิธีนี้ใช้เวลาสั้นๆเพียง 10 นาที และทำให้คุณรู้สึกเจ็บนิดๆเหมือนมดกัดเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนผลลัพธ์จะเริ่มสังเกตได้หลังจากฉีดไปแล้วประมาณ 2-3 วัน และเห็นผลเต็มที่ภายในเวลา 7 วัน และคงประสิทธิภาพอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย ทำให้การฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้ทำเพียงครั้งเดียวจบ แต่จำเป็นต้องได้รับการทำซ้ำ เพื่อให้เห็นผลอย่างต่อเนื่องตลอดไป หากคุณไม่ได้รับการฉีดในเข็มต่อไป ก็จะมีผลให้ริ้วรอยที่เคยมีกลับมาหาคุณได้อีกดังเดิม
    ในด้านของผลข้างเคียงของการได้รับสารโบท็อกซ์ หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมอาจจะพบอาการปวดหรือเกิดรอยช้ำเล็กน้อยได้บ้างในบริเวณที่ฉีด แต่อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อทิ้งไว้สักระยะอาการดังกล่าวก็จะหายไปเอง แต่สำหรับการฉีดโบท็อกซ์ที่ผิดวิธี หรือฉีดเข้าไปในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ก็อาจมีผลเสียที่คุณยากที่จะปฏิเสธได้เช่นกัน
    ตัวอย่างของการได้รับสารโบท็อกซ์เข้าไปในปริมาณไม่เหมาะสม ก็คือ ความรู้สึกแข็งไปทั่วทั้งหน้า คุณอาจจะรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองตึงแข็ง และไม่สามารถบังคับกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้เลย ทำให้คนภายนอกที่มองมาอาจจะรู้สึกแปลกๆ เพราะด้วยหน้าตาทื่แข็งตึงราวกับหุ่นยนต์ของคุณ คงไม่ใช่หน้าตาที่น่ารับแขกอย่างแน่นอน ซึ่งแม้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว อาการแข็งทั่วใบหน้าจะค่อยๆทุเลาลงได้ แต่ก่อนที่จะเป็นเช่นนั้น คุณอาจจะต้องหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน หรือต้องพยายามหลีกเลี่ยงการสบตากับบุคคลอื่นสักระยะหนึ่ง ซึ่งมันก็คงทำให้คุณรู้สึกเสียความรู้สึกไปไม่น้อยเลยทีเดียว
โบท็อกซ์...หน้าสวยด้วยมือหมอ


    นอกจากอาการหน้าแข็งตึงแล้ว อาจมีอาการของหางคิ้วกระดก หนังตาตก หรือหน้าผากตกได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นลักษณะอาการในรูปแบบไหน ก็คงเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยน่าดูเท่าไรนัก เพราะคุณจะแลดูเหมือนคนที่กำลังตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา หรืออาจดูเหมือนคนที่ง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาก็เป็นได้ แม้ว่าความเป็นจริงแล้ว คุณจะไม่ได้รู้สึกไปตามที่ใบหน้าแสดงออกเลยแม้แต่น้อย
    อีกหนึ่งอาการที่เป็นอาการที่รุนแรงไม่แพ้กัน
ก็คือ การเกิดอัมพาตบนใบหน้า เนื่องจากสารที่ฉีดเข้าไปแพร่กระจายออกไปในบริเวณที่กว้างกว่าที่คุณต้องการ ทำให้กล้ามเนื้อในบริเวณข้างเคียงเกิดอาการชา ใบหน้าจึงเป็นอัมพาตไปบางส่วน อย่างไรก็ตาม เมื่อปล่อยทิ้งไว้และฤทธิ์ของสารโบท็อกซ์เสื่อมลง อาการที่เป็นอยู่นี้ก็จะค่อยๆหายไปเอง
    ส่วนอาการที่รุนแรงและเป็นอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ ก็คือ การถูกสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin A) เล่นงาน เพราะเดิมทีแล้วเจ้าแบคทีเรียตัวนี้มีความอันตรายต่อร่างกายของเราอย่างมาก หากร่างกายของเราบริโภคมันเข้าไป ความร้ายกาจของมันในกรณีที่ได้รับสารในปริมาณที่ไม่เหมาะสม จึงอาจมีผลให้คุณรู้สึกแขนขาอ่อนแรง มองเห็นภาพซ้อน เสียงหาย หรือไม่สามารถอั้นปัสสาวะได้เลย เป็นต้น
    ถ้าอยากจะสวยครบสูตร ก็ต้องไม่ลืมที่จะศึกษาวิธีหรือปริมาณที่เหมาะสมที่กล้ามเนื้อใบหน้าสมควรได้รับด้วยนะคะ การเข้ารับการบริการจากคลินิคเถื่อน อาจทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ และอาจทำให้คุณสูญเสียของรักของหวงไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้นะคะ

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

สมุนไพรคลายร้อน

สมุนไพรคลายร้อน


ร้อน ร้อน ร้อน” ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็เจอแต่เสียงบ่นถึงความร้อนของอากาศบ้านเราตลอดเวลา จะมีอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรบ้างหรือไม่นะ ที่จะสามารถดับความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ได้บ้าง วันนี้เราจึงขอนำเสนอสมุนไพรดีๆที่จะช่วยคลายความร้อน และลดอุณหภูมิในร่างกายของเราให้ต่ำลงกัน
สมุนไพรคลายร้อน

    ทราบหรือไม่ว่ามีพืชสมุนไพรหลายชนิดที่มีสรรพคุณในการปรับลดอุณหภูมิภายในร่างกายได้ การที่ร่างกายจำเป็นต้องออกไปเผชิญกับแสงแดดจ้า จนทำให้ร่างกายไม่สามารถขับความร้อนออกจากร่างกายได้ทัน จึงอาจมีผลให้คุณเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลมได้ง่ายๆ และแม้ว่าจะหลบแดดเข้ามาอยู่ในร่มแล้วก็ตาม ก็อาจจะยังไม่สามารถบรรเทาความร้อนที่มีอยู่ในร่างกายได้เลย การดื่มน้ำสมุนไพรคลายร้อน จึงเป็นทางออกที่หลายท่านคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่จะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูไปพร้อมๆกันได้เลยค่ะ
1. ฟักแฟงหรือฟักเขียว
    โดยทั่วไป เราอาจจะคุ้นกับการนำเอาฟักเอาแฟงไปทำต้มจืดเสียมากกว่า แต่หนึ่งในสรรพคุณอันแสนโดดเด่นที่คุณอาจจะกำลังมองข้ามไป ก็คือ สรรพคุณด้านการดับร้อนหรือมีฤทธิ์เย็น ที่จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นได้อย่างน่าประหลาดใจ

2. ว่านกาบหอย 
    สมุนไพรชนิดนี้น่าจะเป็นสมุนไพรที่คุณชินกับการเห็นมันเป็นไม้ประดับเสียมากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน น้ำสมุนไพรที่ผลิตจากว่านกาบหอย ก็สามารถดับกระหายคลายร้อนได้ดีไม่แพ้กับสมุนไพรชนิดอื่นๆเลย โดยส่วนที่จะนำมาใช้ในการผลิตน้ำว่านกาบหอยสด ก็คือ ใบสด ที่นำมาล้างให้สะอาดแล้วต้มกับน้ำ จากนั้นปรุงแต่งรสชาติตามต้องการ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้เครื่องดื่มสมุนไพรดับร้อนไว้รับประทานให้ชื่นใจแล้วละค่ะ

3. ใบบัวบก
              อีกหนึ่งสมุนไพรดับร้อนที่หลายคนอาจจะไม่ชอบในความเหม็นเขียวของมันเสียเท่าไร แต่ใบบัวบกก็ถือเป็นสมุนไพรแก้ร้อนในฤทธิ์เย็นที่มีสรรพคุณในการดับร้อนได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น ใบบังบกยังเป็นพืชที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ดีอีกด้วย เนื่องจากมีสารไตรเตอพีนอยด์ (อะซิเอติโคซัยด์) กรดมาดิแคสซิค ไธอะมิน ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีในการป้องกันโรคร้ายให้แก่ร่างกาย ดังนั้น หากต้องการจะมีสุขภาพดี ก็อาจจะต้องทนบีบจมูกก่อนดื่มน้ำใบบัวบกสักหน่อย เพราะผลลัพธ์ที่คุณจะได้ตอบแทนกลับมานั้นหอมหวานกว่าอาหารอร่อยจานอื่นๆอย่างแน่นอน
4. มะตูม
    สมุนไพรไม้ยืนต้นที่พบเห็นได้ในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย มะตูมเป็นสมุนไพรทรงกลม ผิวเกลี้ยง เปลือกหนา และมีเมล็ดตรงกลางเป็นพู พร้อมกับกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเหมือน นอกจากความโดดเด่นด้านลักษณะทางกายภาพแล้ว มะตูมยังมีรสชาติที่อร่อยและสามารถดับกระหายคลายความร้อนได้เป็นอย่างดี ส่วนใครที่มีปัญหาท้องผูก ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่เจริญอาหาร หรือมีเสมหะ ก็สามารถรับประทานน้ำมะตูมเพื่อแก้ไขโรคภัยเหล่านี้ได้เช่นกัน
สมุนไพรคลายร้อน


5. ใบเตย
    พืชสมุนไพรกลิ่นหอม ที่คนส่วนใหญ่ชอบจะนำมาวางไว้ในรถ หรือนำมาต้มกับน้ำเพื่อเพิ่มความหอมอร่อยให้แก่เครื่องดื่ม แต่ใบเตยนั้นไม่ได้มีเพียงคุณสมบัติการเพิ่มความหอมหวานเพียงเท่านั้น แต่ยังมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้โรคเบาหวาน ทำให้ชุ่มคอ และช่วยลดอาการกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี หน้าร้อนแบบนี้ถ้าได้ดื่มน้ำใบเตยหอมๆ เย็นๆ สักแก้ว ก็คงทำให้คุณรู้สึกชื่นใจไปได้ทั้งวันแน่ๆ

6. ฝาง
    ไม้ต้นขนาดเล็กที่มีหนามแข็งๆขึ้นปกคลุมทั่วทั้งลำต้น เปลือกนอกของต้นฝางจะมีสีเทาออกเหลือง และมีปมใหญ่ขนาดเท่าปลายนิ้วชี้อยู่ทั่วทั้งเถา โดยทั่วไปแล้วจะพบไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าเขาหินปูนแห้งแล้ง และตามชายป่าดงดิบทั่วประเทศไทย สำหรับสรรพคุณของฝางจะใช้สำหรับเป็นยาบำรุงโลหิตสตรี แก้ปอดพิการ ขับหนอง ขับเสมหะ แก้โรคหืด แก้อาการท้องร่วง ธาตุพิการ หรือแก้โลหิตออกทางทวารหนัก แต่ไม่เพียงแค่สรรพคุณข้างต้นที่กล่าวมาเท่านั้น เพราะฝางยังมีสรรพคุณในการทำโลหิตให้เย็น และแก้ร้อนในได้เป็นอย่างดี ใครอยากจะดับร้อน จึงสามารถใช้ฝางเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรในตัวเลือกได้เป็นอย่างดี


7. ดอกเก๊กฮวย
    เคยได้ยินหรือไม่ค่ะว่า “กินเก๊กฮวย แก้เก๊กซิม” นอกจากที่เก๊กฮวยจะใช้ในการแก้ไข้ แก้ไอ แก้เวียนหัว แก้หน้ามืด แก้ปวดท้อง หรือช่วยระบายได้แล้ว สมุนไพรจีนชนิดนี้ยังมีสรรพคุณในการเป็นยาเย็น ดับพิษร้อน แก้ร้อนใน ขับลม หรือขับเหงื่อ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย หน้าร้อนที่เต็มไปด้วยไอแดดเช่นนี้ หากได้ดื่มน้ำเก๊กฮวยเย็นๆสักแก้ว ก็น่าจะช่วยให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า และพร้อมที่จะทำงานมากยิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอน
    7 สมุนไพร ที่เรากล่าวถึงไปสักครู่นี้ น่าจะเป็นตัวเลือกแห่งการดับร้อนที่ดีอย่างหนึ่งในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ทำงานอย่างหนักเหลือเกิน หากใครกำลังรู้สึกทนไม่ไหวกับพลังอันแสงแรงกล้าของแสงดวงอาทิตย์ ก็ลองไปหาน้ำสมุนไพรพวกนี้มาดื่มดับร้อนกันนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณรู้สึกเย็นสบายมากขึ้นแล้ว ยังมีสรรพคุณพลอยได้ที่ช่วยให้คุณมีร่างกายที่แข็งแรงมากขึ้นได้อีกด้วย

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

ทำอย่างไรเมื่อไหล่หลุด

ทำอย่างไรเมื่อไหล่หลุด


ไหลหลุด” แค่พูดชื่ออาการก็เสียวสันหลังวาบแล้ว เพราะทุกคนรู้ดีว่า หัวไหล่เป็นข้อต่อที่ร่างกายเคลื่อนไหนมากที่สุด จะหยิบจับ เคลื่อนไหว หรือ ทำกิจกรรมต่างๆ ก็จำเป็นจะต้องอาศัยอวัยวะส่วนนี้ทั้งนั้น หากเกิดการหลุดของข้อไหล่ จึงส่งผลสำคัญให้ร่างกายบาดเจ็บ หรือ ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามที่ต้องการได้ วิธีการแก้ไขหรือป้องกันปัญหาไหล่หลุดซ้ำ จึงเป็นสิ่งที่คนที่เคยไหล่หลุด จำเป็นต้องศึกษาเอาไว้ให้ดี หรือแม้แต่คนที่ไม่เคยไหล่หลุด ก็สามารถรับรู้เรื่องราวดังกล่าวนี้ได้เช่นกัน เพราะหากสามารถป้องกันปัจจัยเสี่ยงได้ก่อน ก็ย่อมจะเป็นวิธีการที่ปลอดภัยต่อชีวิตของเรามากกว่าเสมอ
ทำอย่างไรเมื่อไหล่หลุด

               อาการข้อไหล่หลุด คือ สภาวะที่หัวกระดูกต้นแขนหลุดออกจากเบ้า ซึ่งจากการเก็บข้อมูลของผู้ป่วย จะพบว่า กว่า 90% ของผู้ป่วยไหล่หลุด จะหลุดออกมาทางด้านหน้าเสียมากกว่า และเมื่อเกิดอาการเช่นนี้แล้ว ผู้ป่วยก็จะมีอาการปวดไหล่หรือแขนเป็นอย่างมาก ไม่สามารถขยับแขนได้  หรือบางรายอาจเกิดอาการแขนชาเนื่องจากเส้นประสาทข้อไหล่ได้รับการกระทบกระเทือน ซึ่งนำมาซึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวที่ต้องการการรักษาโดยด่วย
โดยมากจะพบว่าผู้ป่วยที่เกิดอาการไหล่หลุดจะมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุเป็นส่วนใหญ่  ไม่ว่าจะเป็น  การถูกกระชากที่แขน การถูกกระแทกอย่างแรง การเกิดโรคลมชัก การถูกไฟฟ้าช็อต  ซึ่งล้วนเป็นอาการที่มีผลให้แขนถูกกระชากอย่างรวดเร็ว จนอาจเป็นผลให้แขนหลุดออกจากเบ้าได้ ในขณะที่บางกรณีอาการเช่นนี้ก็อาจเกิดขึ้นจากโรคอื่นได้เช่นกัน  เช่น ภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ  หรือ ภาวะที่เส้นเอ็นทั่วร่างกายหย่อนแต่กำเนิด เป็นต้น และแน่นอนว่า ใครที่เคยเกิดอาการข้อไหล่หลุดครั้งหนึ่งแล้ว ก็ย่อมจะมีโอกาสที่หัวไหล่จะหลุดซ้ำได้อีกเรื่อยๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า อาการไหล่หลุดนี้ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดตลอดไปได้
    มาถึงวิธีการรักษากันบ้างว่าควรทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการไหล่หลุด สิ่งสำคัญที่ควรทำคือ การพยายามอยู่นิ่งๆ และรีบไปพบแพทย์โดยด่วน ห้ามเด็ดขาดกับการพยายามดึงหัวไหล่ให้เข้าที่เอง เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บมากขึ้นไปกว่าเดิม ดีไม่ดีอาจแถมอาการกระดูกหักพ่วงเข้าไปด้วย ดังนั้น วิธีการที่ถูกต้องที่สุด จึงเป็นการส่งตัวผู้ป่วยมาให้แพทย์ตรวจก่อนเสมอ ซึ่งแพทย์จะใช้วิธีการรักษาโดยให้ผู้ป่วยทานยาแก้ปวด จากนั้นจะใช้วิธีการพิเศษในการดึงข้อไหล่ให้เข้าที่  จากนั้นจะทำการยึดข้อไหล่ให้ตรึงนิ่งด้วยผ้าคล้องแขน ซึ่งจะทำทิ้งไว้ประมาณ 2 -3 สัปดาห์  เมื่อครบกำหนดแล้ว ก็จะเริ่มทำการกายภาพบำบัดให้แก่ผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้บริหารกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อไหล่ที่ไม่ได้ใช้งานมาในระยะหนึ่งแบบถูกวิธี ซึ่งวิธีการกายภาพจำเป็นต้องทำอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คนไข้สามารถกลับมาใช้งานแขนและหัวไหล่ได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง 
    การประคบเย็น ก็เป็นอีกวิธีการที่ช่วยลดความเจ็บปวดและเร่งการสมานแผลได้เช่นกัน วิธีการก็ทำไม่ยาก เพียงแค่ใช้ก้อนน้ำแข็งห่อผ้ามาประคบบริเวณไหล่ครั้งละ 5-10 นาที ทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เป็นเวลาประมาณ 1-2 วัน ความเย็นจะเป็นเร่งการสมานตัวของเนื้อเยื่อ และ ลดปวดอาการปวดได้เป็นอย่างดี
ทำอย่างไรเมื่อไหล่หลุด

    แต่สำหรับในผู้ป่วยบางราย อาจพบอาการข้อไหล่หลุดซ้ำบ่อยมากๆ เนื่องจากโครงสร้างของข้อไหล่ไม่มั่นคงแข็งแรง การทำกิจกรรมบางอย่างของผู้ป่วยกลุ่มนี้ อาจมีความเสี่ยงให้หัวไหล่หลุดเองได้บ่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็จะพบว่าหัวไหล่ที่หลุดไปจะสามารถเคลื่อนที่กลับได้เองเสมอ ดังนั้น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตให้มากกว่าเดิม เพราะแค่เพียงการยกแขนในระดับที่สูงกว่าหัวไหล่ ก็อาจเป็นเหตุให้หัวไหล่หลุดเองได้แล้ว ซึ่งการที่หัวไหล่หลุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็คงจะสร้างปัญหารบกวนชีวิตการเป็นอยู่ของคุณได้อย่างแน่นอน วิธีการแก้ไขปัญหาท่ดีที่สุด จึงเป็นการพยายามสร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ เพื่อให้ข้อไหล่เกิดความกระชับรับกับเบ้ามากขึ้น แต่ถ้าหากยังไม่ดีขึ้น ก็จำเป็นจะต้องผ่าตัดซ่อมแซมขอบกระดูกอ่อน เยื่อหุ้มข้อ หรือ เสริมกระดูกส่วนที่แตก  ซึ่งพบว่าการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด สามารถป้องกันสาเหตุของการเกิดข้อไหล่หลุดซ้ำ ได้ถึงประมาณ 90 %  ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้มักจะใช้วิธีการผ่าตัด เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้หมดไป
    หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดซ่อมแซมหัวไหล่ไปแล้ว ก็ต้องมีการดูแลหลังการผ่าตัดด้วยวิธีที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำในช่วง 6 สัปดาห์แรก หลังจากนั้น ผู้ป่วยก็จะต้องได้รับการกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องต่ออีก 3 เดือน ซึ่งหากผ่านการรักษาตามขั้นตอนที่กล่าวมานี้แล้ว ก็จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้งหนึ่ง
    การแพทย์ในยุคปัจจุบันมีความก้าวล้ำนำสมัยไปมาก ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยร้ายแรงใดๆ ก็สามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการรักษาให้หายได้ทั้งนั้น เพียงแต่คุณควรที่จะรู้รายละเอียดถึงอาการที่เป็นอย่างแน่ชัด เพื่อที่จะได้นำเอาเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นๆ ไปรักษาได้อย่างถูดจุด
ซึ่งหากได้รับการรักษาที่เป็นไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และได้รับความร่วมมือในการดูแลบาดแผลหลังการรักษาเป็นอย่างดี ก็จะช่วยให้คุณสามารถหายจากอาการเจ็บป่วยได้อย่างรวดเร็ว และไม่กลับมาเป็นซ้ำให้ต้องทรมานกายและใจอีกอย่างแน่นอน

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

CHIA SEED ธัญพืชมาใหม่ ที่ใครก็ต้องลอง

CHIA SEED ธัญพืชมาใหม่ ที่ใครก็ต้องลอง


เมล็ดเจีย (Chia Seed) เป็นหนึ่งในอาหารยังชีพของชาวอินเดียแดงทางตอนใต้มานานแล้ว เนื่องจาก ธัญพืชเมล็ดเล็กที่ว่านี้มีคุณประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล ทั้งประโยชน์ด้านการให้พลังงาน และการให้คุณค่าทางสารอาหาร แต่สำหรับคนไทยแล้ว อาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหูกับชื่อเมล็ดเจียสักเท่าไรนัก ฉะนั้น วันนี้เราจึงต้องมาเรียนรู้ไปด้วยกันว่า ธัญพืชชนิดนี้คืออะไร และทำไมเราต้องกินมันเข้าไปด้วย
Chia Seed ธัญพืชมาใหม่ ที่ใครก็ต้องลอง

    เมล็ดเจียไม่ใช่พืชที่เพิ่มเกิดขึ้นมาใหม่ แต่เชื่อว่าเป็นพืชที่มีอายุยาวนานมามากกว่า 3,500 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว ธัญพืชชนิดนี้นิยมนำมาบริโภคเพื่อเป็นอาหารหลัก โดยอาจรับประทานในรูปแบบของเมล็ดธัญพืช หรือนำเอาเมล็ดเจียไปบดรวมกับแป้ง ก่อนที่จะคั้นเอาน้ำมันออกมา แต่ไม่ว่าจะรับประทานเมล็ดเจียในลักษณะไหน ผู้บริโภคทุกคนก็มีสิทธิที่จะได้รับคุณประโยชน์ที่มีอยู่ในธัญพืชชนิดนี้ได้ทั้งนั้น
    ลักษณะทางกายภาพของเมล็ดเจีย จะเป็นพืชเมล็ดเล็กๆที่มีสีดำหรือสีขาวและมีลวดลายมีผิวเล็กน้อย เปลือกนอกของเมล็ดชนิดนี้จะสามารถพองตัวออกได้เมื่อสัมผัสกับน้ำ และลักษณะการพองจะคล้ายกับเม็ดแมงลัก แต่ลักษณะเมล็ดจะใสกว่า พืชชนิดนี้ชอบที่จะเจริญเติบโตในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ดังนั้น จึงพบว่าเมล็ดเจียจะนิยมปลูกกันมากในทวีปอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น ประเทศเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา กัวเตมาลา เอกวาดอร์ หรือโบลิเวีย และรวมถึงประเทศออสเตรเลียด้วย สำหรับประเทศไทยก็สามารถปลูกได้เช่นกัน แต่จะเฉพาะเจาะจงในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำเท่านั้น เช่น ลำปาง กาญจนบุรี เป็นต้น
    แล้วคุณประโยชน์ของเมล็ดเจียมีอะไรบ้าง? สิ่งแรกที่คุณจะได้รับจากการรับประทานเมล็ดพืชชนิดนี้ ก็คือ ‘ความอิ่มท้อง’ เนื่องจากก่อนที่เราจะนำเอาเมล็ดเจียมารับประทาน จะต้องผ่านการแช่น้ำเสียก่อน ซึ่งน้ำจะถูกดูดซึมเข้าไปในเมล็ดเจีย ทำให้เมล็ดเจียบวมน้ำมากขึ้น ไฟเบอร์ที่ละลายในน้ำที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในเมล็ดเจียจะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้องได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมันจะเข้าไปขยายตัวเพิ่มในกระเพาะอาหารของเรา และทำให้ระบบย่อยอาหารค่อยๆย่อยไปทีละน้อยๆ เราจึงรู้สึกอิ่มนานมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีองค์ประกอบของใยอาหารสูงแล้ว เมล็ดเจียยังมีโปรตีนประกอบอยู่ถึงร้อยละ 20 ซึ่งโปรตีนก็เป็นหนึ่งสารอาหารที่สามารถช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี การรับประทานธัญพืชชนิดนี้จึงมีผลให้คุณรู้สึกอิ่มท้องได้นาน แต่มีแคลอรีต่ำ และไม่มีการสะสมเป็นไขมันในร่างกาย
    ในส่วนของคุณค่าทางโภชนาการ เมล็ดเจียถือเป็นธัญพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture) เปิดเผยว่า เมล็ดเจียจัดเป็นธัญพืชที่อัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ใยอาหาร โอเมก้า-3 โอเมก้า-6 แคลเซียม สารต้านอนุมูลอิสระ และโปรตีน และด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เป็นผลให้การรับประทานเมล็ดเจีย เป็นหนึ่งในแนวทางในการรักษาสุขภาพของบุคคลที่รักและห่วงใยในสุขภาพของตนเองทุกคน
    การที่เมล็ดเจียมีกรดไขมันโอเมก้า-3 และ โอเมก้า-6 สูง มีผลให้สามารถช่วยปรับสมดุลของระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายได้เป็นอย่างดี ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นผลให้คุณห่างไกลจากการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจได้อย่างแน่นอน และนอกจากเลือดจะมีไขมันไม่ดีต่ำแล้ว ยังช่วยให้เลือดมีระดับน้ำตาลต่ำด้วย เนื่องจากเมล็ดเจียเป็นธัญพืชที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่มีไฟเบอร์สูง ซึ่งคุณสมบัติที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นเกราะป้องกันการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้เป็นอย่างดี
    นอกจาก โอเมก้า-3 จะมีคุณประโยชน์ที่ดีต่อหัวใจแล้ว ยังมีประโยชน์ที่ดีต่อสมองด้วย เชื่อหรือไม่ว่า การรับประทานเมล็ดเจียมีผลให้คุณได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3 สูงกว่าการรับประทานปลาแซลมอนถึง 9 เท่า ซึ่งการได้รับสารโอเมก้า-3 ในปริมาณสูง มีผลให้ระบบประสาทและสมองถูกพัฒนาให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ มีสมาธิ และจดจำสิ่งต่างๆได้อย่างยาวนาน
อีกหนึ่งประโยชน์ที่โอเมก้า-3 ช่วยได้ ก็คือ การช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เนื่องจากในเมล็ดเจียเต็มไปด้วยแร่ธาตุสำคัญอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของโครงสร้างในร่างกาย ช่วยลดอาการกระดูกพรุนและภาวะกระดูกบางได้
Chia Seed ธัญพืชมาใหม่ ที่ใครก็ต้องลอง

สำหรับรูปแบบในการรับประทาน เมล็ดเจียมีรูปแบบการรับประทานที่หลากหลาย ทั้งการนำเอาไปผสมในอาหารคาว อย่างสลัดผัก สปาเกตตี้ พิซซ่า หรือก๋วยเตี๋ยว จะนำมาผสมในอาหารหวานก็ได้เช่นกัน ทั้งการทำเป็นเมนูไอศกรีม สมูธตี้ หรือมิลค์เชค แต่ถ้าอยากดื่มเป็นเครื่องดื่ม ก็สามารถนำไปใส่ในน้ำผลไม้ ชา หรือกาแฟ ได้เช่นกัน คุณอยากจะรับประทานรูปแบบไหน ก็เลือกได้ตามสะดวกเลยค่ะ 
    เมล็ดเจียเป็นธัญพืชที่สามารถนำมารับประทานเป็นอาหารได้ทุกวัน แต่อาจมีปริมาณการรับประทานที่ไม่เท่ากันในแต่ละวัย โดยเด็กเล็กควรรับประทานประมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน ในขณะที่ผู้ใหญ่สามารถรับประทานได้ถึง 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน ส่วนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรบริโภคแบบป่นให้ได้ประมาณ 33-41 กรัม ในทุก ๆ 3 เดือน
    ทราบถึงประโยชน์และการรับประทานเมล็ดเจียกันไปแล้ว ก็ลองไปหาธัญพืชมากประโยชน์ชนิดนี้มาลองชิมกันดูนะคะ รับรองได้เลยว่า หากคุณได้รับประทานมันเข้าไปอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

ผักผลไม้ชนิดไหน อร่อยได้ไม่ต้องปอกเปลือก

ผักผลไม้ชนิดไหน อร่อยได้ไม่ต้องปอกเปลือก


 หลายคนมักจะรู้สึกชินกับการปอกเอาเปลือกของผักผลไม้ทุกชนิดออกก่อนที่จะนำมารับประทาน เพราะมีความรู้สึกว่า ส่วนนอกของอาหารเหล่านี้อาจจะสกปรกหรือไม่สามารถรับประทานได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีผักผลไม้หลายชนิดที่ไม่จำเป็นต้องปอกเปลือกออกเลย ในทางตรงกันข้าม ยังสามารถช่วยเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารให้คุณได้อีกด้วยซ้ำ ผักผลไม้ที่ว่ามานี้ ได้แก่

1. มันเทศ
    รู้หรือไม่ว่า เปลือกนอกของมันเทศนั้นมีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายอย่างมากมายทีเดียวเชียว การรับประทานมันเทศแบบไม่ปอกเปลือก จึงมีผลให้คุณได้รับสารอาหารที่มากกว่าการรับประทานเพียงแต่เนื้อในของมันเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งสารอาหารที่สำคัญที่มีอยู่มากบริเวณเปลือกนอกของมันเทศนี้ ก็คือ เบตาแคโรทีนและเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ซึ่งสารเบตาแคโรทีนในมันเทศ ก็มีส่วนช่วยในการบำรุงสุขภาพดวงตาและผิวพรรณ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคข้ออักเสบได้ด้วย ส่วนใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำนี้ ก็มีส่วนช่วยให้ร่างกายมีระบบการขับถ่ายที่ดีขึ้น ในขณะที่เนื้อในของมันเทศจะประกอบไปด้วยเพกติน ซึ่งเป็นเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ ซึ่งเพกตินจะมีคุณสมบัติในการช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด การรับประทนทั้งเนื้อในและเปลือกนอกควบคู่กันไป จึงช่วยให้คุณได้รับเส้นใยอาหารทั้งสองประเภทได้อย่างครบถ้วน ซึ่งนั้นก็ย่อมทำให้สุขภาพของคุณแข็งแรงมากยิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอน
    แต่ถ้าเป็นมันฝรั่งซึ่งเป็นอีกหนึ่งชนิดมัน ที่ผู้คนนิยมนำมารับประทานเป็นอาหารในรูปแบบต่างๆ กลับมีข้อแนะนำในการปริโภคที่ตรงข้ามกัน เนื่องจากเปลือกของมันฝรั่งจะมีสารพิษจากธรรมชาติบางชนิดผสมอยู่ ซึ่งสารพิษที่ว่านี้ก็คือ
สาร Chaconine และ สาร Solanine ซึ่งหากผู้บริโภคได้รับเข้าไปแล้ว อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ เลือดลมผิดปกติ เกิดพิษที่ไตได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถสังเกตลักษณะของพิษที่อยู่บนเปลือกของมันฝรั่งได้ โดยจะมีลักษณะเป็นจุดสีเขียวๆ และมีสารพิษสะสมมากบริเวณตาของมันฝรั่ง และหากเก็บมันฝรั่งไว้ในที่สว่างหรือที่ร้อน ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มปริมาณสารพิษมากขึ้นอย่าง
รวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่วัน ดังนั้น จึงควรจะเก็บมันฝรั่งอย่างมิดชิด และนำมาปอกเปลือกทุกครั้งก่อนที่จะนำมารับประทาน เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง


ผักผลไม้ชนิดไหน อร่อยได้ไม่ต้องปอกเปลือก
ภาพจาก : http://www.wikihow.com/Peel-a-Carrot ผักผลไม้ชนิดไหน อร่อยได้ไม่ต้องปอกเปลือก

2. แครอท
    แครอทเป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่ไม่จำเป็นต้องปอกเปลือกก่อนรับประทานเช่นกัน เพราะนอกจากเนื้อในของมันที่อุดมไปด้วยวิตามินเอและสารอาหารอื่นๆมากมายแล้ว เปลือกนอกก็เป็นส่วนสำคัญที่สามารถเพิ่มสารอาหารดีๆให้แก่ร่างกายเราเช่นกัน การรับประทานแครอททั้งเปลือกจะช่วยให้คุณสามารถชะลอการเกิดริ้วรอยที่เป็นสัญญาณแห่งวัย สามารถปกป้องผิวจากมะเร็งผิวหนังได้ดี และมีส่วนในการช่วยบำรุงสุขภาพสายตา และผิวพรรณให้ผุดผ่องได้ อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง และไม่เป็นหวัดง่ายด้วยนะ

3. แตงกวา
    ใครที่มักจะชอบปอกเปลือกแตงกวาออกให้หมด เนื่องจากผิวที่ขรุขระของมันทำให้แตงกวาดูไม่น่ารับประทานแล้วละก็ อยากให้คุณลองเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานแตงกวาเสียใหม่ เพราะเปลือกของผักชนิดนี้ ก็มีประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว การรับประทานเปลือกแตงกวา จะเป็นการเพิ่มใยอาหารที่ดีให้แก่ร่างกาย ทำให้ช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งที่ผิวนอกของแตงกวายังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ซึ่งสารตัวนี้จะช่วยชะรอความแก่ชราได้ ส่วนสารเบต้าแคโรทีนก็สามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายได้ไม่น้อยเลย ดังนั้น หากอยากจะได้รับประโยชน์จากการรับประทานแตงกวาที่มากยิ่งขึ้น ก็ไม่ควรปอกเปลือกแตงกวาออกเสียหมดนะคะ

ผักผลไม้ชนิดไหน อร่อยได้ไม่ต้องปอกเปลือก
ภาพจาก : http://www.transformationsweightlossfl.com/photos/transformations-blog-photos/woman-eat-green-apple/348191 ผักผลไม้ชนิดไหน อร่อยได้ไม่ต้องปอกเปลือก
 4. แอปเปิ้ล
    หลายคนเลือกที่จะทานแอปเปิ้ลแบบปอกเปลือก เนื่องจากเหตุผลที่ว่า การทานแอปเปิ้ลทั้งเปลือกนั้นยากต่อการเคี้ยว และเหนียวฟันเหลือเกิน ซึ่งหากใครเลือกที่จะปอกเปลือกชองแอปเปิ้ลออกไปแล้ว ก็เท่ากับว่าคุณเลือกที่จะทิ้งสารอาหารดีๆที่มีประโยชน์ลงถังขยะไปด้วย เพราะในเปลือกแอปเปิ้ลนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งวิตามินซี เควอซิทีน ไทรเทอร์พินอยด์ ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดหัวใจ ช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์ เสริมสร้างคอลลาเจน และซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกายได้ รู้เช่นนี้แล้วก่อนจะรับประทานแอปเปิ้ลครั้งต่อไป ก็อย่าปอกเอาเปลือกส่วนนอกทั้งสีแดงหรือสีเขียวออกเสียหมดนะคะ เพราะนอกจากที่คุณจะได้สารอาหารตามที่กล่าวไปแล้ว การรับประทานแอปเปิ้ลทั้งเปลือกยังเป็นการเพิ่มใยอาหาร เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการขับถ่ายให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้นได้ด้วย

    รู้อย่างนี้แล้ว สาวๆก็ควรงดการปอกเปลือกผักผลไม้พวกนี้เสียทีนะคะ เพราะคุณค่าที่มากมายของผักผลไม้ก็สะสมอยู่ที่เปลือกนี่แหละ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะสามารถนำเอาผักผลไม้เหล่านี้มารับประทานได้ทันที สาวๆควรจะล้างมันให้สะอาดหมดจดเสียก่อน เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ผักผลไม้ที่คุณกำลังจะเลือกรับประทานนั้น มีสารเคมีปนเปื้อนมามากน้อยแค่ไหน หากเราสามารถป้องกันตัวเองโดยการล้างให้สะอาดที่สุดได้ก่อน ก็น่าจะช่วยให้รู้สึกสบายใจได้ว่า คุณจะได้รับแต่สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดนั่นเอง

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

ลมแดด…ป้องกันได้อย่างไร

ลมแดด…ป้องกันได้อย่างไร

 ช่วงเวลาแห่งหน้าร้อน ถือเป็นเวลาแห่งการสูญเสียเหงื่อในปริมาณมหาศาล เนื่องจากแสงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องมายังพื้นดินนั้น มีอุณหภูมิที่สูงมากกว่าฤดูกาลอื่นเป็นไหนๆ ประกอบกับอุณหภูมิของโลกในปัจจุบันนี้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี และยิ่งหากคุณเป็นคนที่ต้องทำกิจกรรมหนักๆกลางแจ้งบ่อยครั้งด้วยแล้วละก็ ยิ่งจะเกิดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหรือไม่สบายในรูปแบบนี้ได้ง่ายๆ
    หนึ่งในอาการที่คนมักจะเป็นกันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแสงแดดแรงกล้า ก็คือ การเกิด “โรคลมแดด หรือ Heat Stroke” ซึ่งหากคุณเกิดอาการเช่นนี้เพียงลำพัง และไม่มีใครช่วยปฐมพยาบาลให้ ก็อาจจะมีผลรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิติเลยก็เป็นได้
    อาการของโรคลมแดดนี้ เกิดมาจากการที่ร่างกายของเราไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทัน ทำให้เกิดการสะสมของความร้อนภายในร่างกาย และเมื่อเกิดการสะสมไปจนถึงจุดหนึ่ง ร่างกายก็จะทนไม่ไหว แล้วเป็นลมแดดในที่สุด

    อาการของโรคลมแดดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ด้วยกัน ได้แก่ ‘แบบขั้นต้น (Classical Heat Stroke)’ การเกิดอาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณยืนกลางแดดเป็นเวลานานๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืด หรือเป็นลมไปเสียอย่างนั้น แต่ความรู้สึกข้างในก็ยังสามารถรับรู้เหตุการณ์รอบตัวได้อยู่ตลอด เพียงแต่ไม่มีแรงที่จะขยับเขยื้อนร่างกายให้เป็นปกติได้ หากผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับการปฐมพยาบาลโดยการนั่งพักในที่ร่มที่มีอุณหภูมิต่ำลง และมีอากาศถ่ายเทสะดวก ก็จะช่วยให้อาการเป็นลมที่กำลังเป็นอยู่ ดีขึ้นมาได้เอง
    แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นลมแดดในกรณีรุนแรง (Exertional Heat Stroke) จะมีลักษณะอาการที่อันตรายกว่าแบบแรกเป็นอย่างมาก โดยผู้ป่วยอาจมีอาการตัวร้อนจัด แต่เหงื่อไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ และเป็นลม ซึ่งในบางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็เป็นได้ อาการแบบรุนแรงเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ดังวิธีการดังต่อไปนี้
หากพบว่า บุคคลข้างตัวกำลังบ่นว่าร้อน รู้สึกคลื่นไส้ เวียนศีรษะ และมีเหงื่อออกผิดสังเกต พร้อมๆกับมีอาการงงๆ พูดช้า เคลื่อนไหวร่างกายช้า หรือยืนโซเซ ให้รีบพาผู้ป่วยคนนั้นไปนั่งพักในที่ร่มหรือในห้องแอร์ที่เปิดเครื่องปรับอากาศทันที จากนั้นให้ถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยออก ให้ผู้ป่วยนอนราบยกเท้าสูงกว่าศีรษะทั้งสองข้าง จากนั้นให้ใช้น้ำเย็นเช็ดตัวหรือประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศรีษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อนให้แก่ผู้ป่วย เพื่อช่วยระบายความร้อนภายในร่างกายให้ออกมาสู่ภายนอกให้เร็วมากที่สุด ซึ่งหากไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายของผู้ป่วยได้ทัน ร่างกายก็จะพยายามนำเลือดไปเลี้ยงที่ผิวหนังเพื่อขับให้เหงื่อไหลออก ในเวลาเดียวกัน ร่างกายก็จะส่งเลือดไปเลี้ยงไตเพื่อให้ขับปัสสาวะออกมาดับความร้อนในร่างกายเช่นกัน แต่หากการขับความร้อนทั้งสองวิธียังไม่ได้ผลเพียงพอ ก็จะมีผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอด้วย ซึ่งเมื่อสมองขาดเลือดก็ย่อมจะส่งผลให้โปรตีนที่สำคัญในร่างกายเกิดการเสื่อมสภาพลง หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาการก็จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น และมีโอกาสเกิดอาการไตวาย เกิดการบวมบริเวณปอดเนื่องจากการคั่งของของเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อลายสลายตัว อาการช็อค หรือเกิดการสะสมของ fibrin จนไปอุดตันหลอดเลือดขนาดเล็ก หากได้รับการรักษาที่ไม่ทันท่วงที ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้เช่นดัน การเป็นลมแดดจึงไม่ใช่เพียงอาการป่วยเล่นๆ แต่สามารถพรากเอาชีวิตของเราไปได้เลยทีเดียว
ลมแดด...ป้องกันได้อย่างไร
ภาพจาก : https://dancesafe.org/heatstroke/ ลมแดด…ป้องกันได้อย่างไร

    หากผู้ป่วยได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดอาการรุนแรงหรือการเสียชีวิตลงได้ และเมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแล้ว ก็ควรส่งตัวผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลอีกครั้ง โดยขณะส่งตัวผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ควรให้ผู้ป่วยนอนยกเท้าสูงเหนือศีรษะ เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้สะดวก แต่หากเป็นกรณีที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ให้จับตัวผู้ป่วยนอนตะแคงหันไปข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นเข้าไปอุดทางเดินหายใจ
    หากไม่อยากให้ตนเองเกิดเหตุการณ์ที่น่ากลัวเช่นนี้ ก็ควรระมัดระวังตัวเองเอาไว้ให้มาก โดยไม่ควรเอาตัวเองไปยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดแผดจ้าที่นานเกินไป หรือหากเริ่มรู้สึกตัวว่าตนเองนั้นเริ่มมีอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ เวียนศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ หรืออยากจะอาเจียนแล้ว ก็ให้รีบหลบเข้าไปอยู่ในที่ร่มทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองเกิดอาการเป็นลมแดดได้ หรือทางที่ดีกว่านั้นก็คือ การพยายามหาอุปกรณ์กันแดด เช่น เสื้อแขนยาว ร่ม หมวก เป็นต้น มาช่วยป้องกันตนเองทุกครั้งที่จำเป็นต้องออกแดด โดยเฉพาะบุคคลที่มีแนวโน้มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดที่มากกว่าคนอื่นๆ เช่น ทหารที่อยู่ระหว่างการฝึกความอดทนกลางสภาพอากาศร้อน นักกีฬากลางแจ้ง หรือผู้ที่ทำงานกลางแดดบ่อยๆ และหากเป็นผู้สูงอายุ เด็ก คนนอนดึก คนดื่มเหล้าจัด และผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดมากขึ้นไปอีก
    อาการลมแดดสามารถป้องกันได้ หากคุณไม่ประมาทและคอยสังเกตความผิดปกติของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อย่าคิดว่าตนเองนั้นมีร่างกายกำยำแข็งแรงแล้ว จะไม่มีโอกาสเกิดอาการเช่นนี้ได้ เพราะอาการเป็นลมแดด สามารถเกิดได้กับทุกคนที่ลืมดูแลตนเองด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

กล่องโฟม…เราเลิกกันเถอะ

กล่องโฟม…เราเลิกกันเถอะ

กล่องโฟม เข้ามาเป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว เพราะเมื่อไรที่เราจำเป็นต้องไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แล้วจะต้องห่อเอาอาหารนั้นๆกลับมา คนขายก็มักจะเลือกใช้กล่องโฟม เป็นหนึ่งในวัสดุทีใช้บรรจุอาหารที่เราสั่งซื้อกลับบ้านเสมอ เพราะกล่องโฟมเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกใช้ สามารถเปิดกล่องออกมารับประทานได้ทุกที่ อีกทั้งราคาแต่ละกล่องก็ถูกเพียงไม่กี่บาท ทำให้ปริมาณการใช้กล่องโฟมทวีคูณขึ้นทุกๆปี
    แต่นอกเหนือจากความสะดวกแล้ว กล่องโฟมยังส่งผลร้ายต่อร่างกายของเราได้อีกมากมาย เพราะความเป็นจริงแล้ว บรรจุภัณฑ์ชนิดนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่เราจะนำมาใช้บรรจุอาหาร
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าองค์ประกอบของกล่องโฟมมีสารเคมีตัวหนึ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายเป็นอย่างมาก สารเคมีตัวนี้มีชื่อว่า “สารสไตรีน (Styrene)” สารร้ายที่แอบซ่อนตัวอยู่เงียบๆในกล่องโฟมบรรจุอาหาร แต่เมื่อใดที่เรานำมันไปบรรจุอาหารที่มีความร้อนหรือมีส่วนประกอบของน้ำมัน สารร้ายตัวนี้ก็พร้อมทุกเมื่อที่จะออกมาทำร้ายร่างกายของคุณไปทีละน้อยๆ จนสะสมเป็นโรคร้ายในที่สุด
กล่องโฟม...เราเลิกกันเถอะ
ภาพจาก : http://hpconnect.com/2015/02/can-foam-food-service-products-green/?relatedposts_hit=1&relatedposts_origin=2384&relatedposts_position=1 กล่องโฟม…เราเลิกกันเถอะ

            ผู้เชี่ยวชาญทางบรรจุภัณฑ์ เคยให้ข้อมูลน่ารู้เอาไว้ว่า บรรจุภัณฑ์กล่องโฟมที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดทุกวันนี้  ถือเป็นสารตัวเดียวกันกับของเสียที่เหลือทิ้งจากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งสารเคมีตัวนี้เสี่ยงมากๆหากร่างกายบริโภคมันเข้าไป
    สารสไตรีน เป็นสารหลักที่มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง  การมีสารชนิดนี้สะสมอยู่ในร่างกายในปริมาณมาก จะมีผลให้สมองมึนงง หงุดหงิดง่าย และมีผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ที่สำคัญที่สุด ก็คือ การเป็นสารก่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ
    เมื่อเรานำกล่องโฟมมาใช้ในการบรรจุอาหาร สารสไตรีนที่อยู่ภายในจะมีโอกาสหลุดมาปนเปื้อนกับอาหารได้ตลอดเวลา เพราะโดยธรรมชาติแล้ว กล่องโฟมสามารถทนความร้อนได้เพียงแค่ 70 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่การที่แม่ค้านำเอาภาชนะนี้ไปใส่อาหาร ไม่ว่าจะเป็น ข้าวผัด ผัดกะเพรา หรือข้าวราดแกง ก็ล้วนแต่มีความร้อนที่เกินมาตรฐานกำหนดทั้งสิ้น ดังนั้น โอกาสที่เราจะรับประทานเอาสารร้ายตัวนี้เข้าไป จึงมีความเป็นไปได้ที่สูงมาก
          สารสไตรีน ถือเป็นสารอันตรายที่สหรัฐฯได้ประกาศขึ้นบัญชีให้เป็นอีกหนึ่งสารก่อมะเร็ง หากหญิงมีครรภ์คนใด รับประทานอาหารที่บรรจุในกล่องโฟมติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ จะมีโอกาสให้ลูกน้อยที่เพิ่งเกิดออกมา พบเจอกับปัญหาสมองเสื่อมหรือเป็นโรคเอ๋อได้ง่าย บางครั้งก็อาจทำให้มีอวัยวะบางส่วนพิการไปได้เช่นกัน ในขณะที่ คนทั่วไปที่รับประทานอาหารจากกล่องโฟมทุกวัน วันละเพียงแค่ 1 มื้อ ติดต่อยาวนานเป็นเวลา 10 ปี คุณก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งสูงกว่าคนปกติได้ถึง 6 เท่า เลยทีเดียว 

กล่องโฟม...เราเลิกกันเถอะ

         กล่าวได้ว่า หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ผูกติดกับกล่องโฟม คุณก็จะมีโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไปได้หลายเท่าตัว ยิ่งถ้ากล่องโฟมนั้นใช้บรรจุอาหารที่ร้อน มีส่วนประกอบของน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูสูง หรือทิ้งอาหารอยู่ในกล่องโฟมนานๆแล้วละก็ สารสไตรีนก็จะมีโอกาสปนเปื้อนเข้าไปในอาหารได้มากกว่าปกติ โดยเฉพาะร้านไหนที่นิยมตัดถุงพลาสติกรองไว้ที่ด้านล่าง ก็ยิ่งทำให้คุณได้รับสารก่อมะเร็งเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ทั้ง ‘สไตรีนจากโฟม’ และ ‘ไดออกซินจากถุงพลาสติก’
    นอกเหนือจากปัญหาด้านสุขภาพร่างกายแล้ว การใช้โฟมยังเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เนื่องจากการกำจัดโฟมโดยทั่วไป จะนิยมใช้วิธีเผาหรือฝังกลบ ซึ่งการเผาก็ทำให้เกิดเป็นมลพิษในอากาศอย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก๊าซตัวนี้จะลอยขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศเหนือโลกมนุษย์ และก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก อันนำพาพวกเราเข้าสู่สภาวะโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การกำจัดด้วยการฝังกลบก็เป็นอีกวิธีที่กำจัดพวกมันได้ แต่กว่าที่โฟมเหล่านี้จะย่อยสลายได้หมด ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานมาก และอาจต้องเร่งปฏิกิริยาการสลายตัวด้วยวิธีการทางชีวภาพ เนื่องจากโฟมเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ

    
รู้กั
นแล้วว่าการใช้กล่องโฟมบรรจุอาหารนั้นมีอันตรายมากแค่ไหน แต่เราจะสามารถหลีกเลี่ยงการรับสารก่อมะเร็ง
นี้ได้อย่างไร หากเราเองยังจำเป็นต้องรับประทานอาหารในรูปแบบ ‘ห่อกลับบ้าน’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุชีวภาพขึ้นมาแล้ว ซึ่งบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ นอกจากจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแล้ว ยังเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ และไม่ก่อให้เกิดพิษภัยต่อสิ่งแวดล้อม การหันมาใช้วัสดุชีวภาพพวกนี้ จึงทำให้ปลอดภัยทั้งต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะยังผลให้คุณสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุขมากขึ้นอีกไม่น้อยเลย
    หากคุณยังรักในความปลอดภัย ก็ควรที่จะเลิกรับประทานอาหารที่ผ่านการบรรจุด้วยกล่องโฟมได้แล้ว เพราะแม้ว่าบรรจุภัณฑ์ชนิดนี้จะช่วยให้ชีวิตของคุณสะดวกสบายมากขึ้น หรือช่วยให้อิ่มท้องไปอีกหนึ่งมื้อ แต่ถ้ามองในระยะไกล ก็จะพบว่า การรับประทานอาหารที่บรรจุในกล่องโฟม ถือเป็นการบั่นทอนอายุให้สั้นลงทุกวันๆโดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

ทักทาย แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น