*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนนัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนนัก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ลดอ้วนด้วยบอระเพ็ด

ลดอ้วนด้วยบอระเพ็ด

บอระเพ็ด แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกขมลิ้นซะแล้ว เพราะด้วยสรรพคุณความขมของมัน ที่หากใครได้มีโอกาสลิ้มลอง ก็คงจะต้องร้อง
“อี๋…” กันทุกคน
แต่ความขมนี้แหละที่เป็นประโยชน์ และเป็นรสชาติที่บ่งบอกถึงสรรพคุณอันแสนมากมายของสมุนไพรชนิดนี้ จะมีอะไรบ้างนั้น ต้องมาชิมไปพร้อมๆกันค่ะ
ลดอ้วนด้วยบอระเพ็ด
ภาพจาก : http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=76 ลดอ้วนด้วยบอระเพ็ด
    บอระเพ็ด เป็นสมุนไพรไม้เลื้อยที่มีลักษณะเป็นเถา ส่วนเถาหรือส่วนลำต้นของมันนี่ละที่บรรจุรสชาติขมเอาไว้อย่างมหาศาล และด้วยส่วนประกอบของสารพิโรติน และสารเอ็นทรานส์เฟรูโลอิลไทรามีน ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติที่มีหน้าที่ในการดับร้อน ลดไข้ ขับเหงื่อ ทำให้เลือดลมเย็น แก้อาการร้อนใน ลดคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด และต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ทำให้ไม่ว่าสมุนไพรชนิดนี้จะมีรสชมแสนขมเพียงใด ก็ยังมีคนนำมันมาใช้ในการรักษาโรคหรือป้องกันอาการเจ็บป่วยอยู่ดี

    อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นปัญหาค้างคาใจของผู้คนจำนวนมากว่า บอระเพ็ดนั้นสามารถลดความอ้วนได้จริงหรือไม่? ซึ่งจากการค้นหางานวิจัยที่สนับสนุนความเชื่อด้านนี้ ก็ยังไม่ค้นพบคำตอบว่า บอระเพ็ดเป็นพืชที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริงแบบชัดเจน มีแต่เพียงผลงานวิจัยที่ชี้ว่า การใช้สารเอทิลแอลกอฮอล์ 95% สกัดเอาสารสำคัญจากต้นบอระเพ็ดออกมา มีฤทธิ์ในการช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองที่เป็นโรคเบาหวานได้เพียงเท่านั้น
    อย่างไรก็ตาม ความเชื่อว่าพืชสมุนไพรชนิดนี้สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ ก็ยังเป็นความเชื่อที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นจริงอยู่เสมอ ทำให้มีการนำเอาบอระเพ็ดมาใช้ในการบริโภคในรูปแบบต่างๆ ดังต่อไปนี้
    สำหรับกลุ่มคนที่ยังมีความเชื่อว่า บอระเพ็ดสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริงนั้น จะมีวิธีการในการนำเอาบอระเพ็ดมาใช้อยู่หลายวิธี ซึ่งวิธีที่ง่ายและสะดวกมากที่สุด ก็คือ การรับประทานผลิตภัณฑ์บอระเพ็ดในรูปผงป่นละเอียดที่บรรจุอยู่ในแคปซูลสำเร็จรูป ซึ่งช่วยให้รูปแบบการบริโภคนั้นไม่ยากอย่างที่คิด แต่บางคนก็ยังนิยมที่จะรับประทานบอระเพ็ดในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งมีขั้นตอนในการเตรียมดังต่อไปนี้
    วิธีการเตรียมบอระเพ็ดก็ไม่ยาก เพียงแค่นำเอาเถาของบอระเพ็ดมาตากแดดจนแห้งสนิท จากนั้นจึงนำมาบดให้ละเอียดเป็นผง ก่อนจะรับประทานจะนำเอาผงบอระเพ็ดนี้มาผสมเข้ากับน้ำผึ้ง แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมๆ ขนาดเท่ากับเม็ดพุทรา เมื่อเตรียมยาสมุนไพรเรียบร้อยแล้ว ให้รับประทานก่อนอาหารเช้าประมาณ 5-10 นาที โดยรับประทานครั้งละ 3 เม็ด และทำเช่นนี้เป็นประจำทุกวัน หากทำเช่นนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะเห็นว่าคุณนั้นสามารถมีน้ำหนักที่ลดลงได้ภายใน 1 เดือน
ลดอ้วนด้วยบอระเพ็ด
ภาพจาก : http://www.hug-samoonprai.com/index.php?name=tree&file=tree_onc&id=290 ลดอ้วนด้วยบอระเพ็ด
    นอกเหนือจากรูปแบบของการรับประทานที่คล้ายยาแล้ว คนสมัยก่อนยังนิยมรับประทานบอระเพ็ดเป็นขนมขบเคี้ยวอีกด้วย แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อสมุนไพรชนิดนี้มีรสขมเสียนี่กระไร แล้วอะไรคือเคล็ดลับสำคัญ ที่ทำให้สามารถนำเอาบอระเพ็ดที่แสนขมลิ้นมารับประทานเล่นได้อย่างเอร็ดอร่อย เรามาหาคำตอบนี้ไปพร้อมๆกันได้เลยค่ะ
    วิธีการง่ายๆที่ทำให้สามารถรับประทานบอระเพ็ดได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ก็คือ การนำเอาบอระเพ็ดมาแช่อิ่มนั่นเอง วิธีการในการแช่อิ่มก็ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เริ่มต้นจากการเลือกเอาเถาบอระเพ็ดที่ไม่แก่จัดมาลอกเอาผิวด้านนอกออกเสียก่อน จากนั้นให้ผ่าเอาไส้ในของบอระเพ็ดออก แล้วจึงนำเอาไปแช่ในน้ำซาวข้าวที่ผสมเกลือไว้เล็กน้อย ตามด้วยการนำเอาไปลวกให้พอหายขม แล้วจึงนำไปแช่น้ำเกลืออีกครั้ง สุดท้ายให้นำเอาไปต้มให้นิ่มลงพอเคี้ยวได้ แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น วิธีการที่กล่าวมานี้จะช่วยลดความขมของบอระเพ็ดลงได้ แต่ยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร็เซนต์ ดังนั้น จึงต้องนำเอาบอระเพ็ดที่เตรียมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไปแช่ในน้ำเชื่อมให้อิ่มตัวอีกครั้ง ก่อนจะนำไปตากแดดให้แห้ง บอระเพ็ดแช่อิ่มเป็นหนึ่งในวิธีการถนอมอาหาร ที่ช่วยให้สามารถเก็บเอาสมุนไพรชนิดนี้ไว้รับประทานได้นานมากยิ่งขึ้น และนำมารับประทานเล่นทดแทนอาหารน้ำตาลสูงอื่นๆได้ เรียกได้ว่าได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าการรับประทานขนมพวกนมหรือเนยอย่างแน่นอน
    แล้วผลข้างเคียงของบอระเพ็ดมีอะไรบ้าง? ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หนึ่งในสรรพคุณอันโดดเด่นของบอระเพ็ด ก็คือ ความสามารถในการช่วยให้เจริญอาหาร ดังนั้น หากคุณรับประทานบอระเพ็ดเข้าไป ก็อาจจะมีความรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องป้องกันตัวเองไม่ให้เผลอทานอาหารมากจนเกินไปให้ได้ อีกหนึ่งผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ ก็คือ ผลเสียต่อโรคหัวใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อใช้ติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน ดังนั้น การเว้นการใช้งานโดยเว้นช่วงนานประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับสภาพความพร้อมได้ หรือหากใช้ไปสักพักแล้วเกิดอาการมือเท้าเย็น อ่อนเพลีย ตาเหลือง หรือแขนขาอ่อนแรง ก็ควรหยุดรับประทานและรีบไปพบแพทย์ทันที
    บอระเพ็ด ถือเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างมากมายต่อร่างกาย และมีการนำเอามาใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายคนที่เกรงกลัวในความขมของมัน และไม่กล้าแม้แต่ที่จะลอง ซึ่งหากคุณสามารถเปิดใจรับเอาสมุนไพรชนิดนี้ได้ ก็จะทำให้คุณค้นพบกับคุณประโยชน์อันแสนวิเศษของมันอย่างแน่นอน
------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เมื่อไรที่ว่าอ้วน


เมื่อไรที่ว่าอ้วน 
เมื่อความอ้วนมาเยือน
     เมื่อไรที่ว่าอ้วน

          เมื่อพูดถึงความอ้วนเราคงไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับเรา และคงเป็นอะไรที่รับไม่ได้ แต่ก่อนจะหาวิธีลดน้ำหนั กเราจะรู้ได้ยังไรว่าอ้วนและมีไขมันสะสมแล้ว

          สาวๆ ทุกๆ คนล้วนแต่อยากจะมีรูปร่างที่ดีจริงไหมทุกๆ คนก็รู้ว่าไม่ดี เนื่องจากนอกจากการดูไม่สวย หาเสื้อผ้าใส่สวยๆ ยากแล้ว การที่อ้วนเกินไปก็ยังส่งผลเสียในด้านสุขภาพอีกด้วย จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงที่อายุสั้นลงจะเพิ่มขึ้น 20-40% เลยทีเดียว เมื่อเป็นโรคอ้วนแล้ว ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก 2-3 เท่า

          แต่ทีนี้ จะรู้ได้อย่างไรว่าเรา ผอมเกินไป พอดี เริ่มอ้วน หรืออ้วนเกินไปล่ะคะ เราสามารถวัดความอ้วนหรือไม่ได้โดยการใช้ดัชนีมวลกายและขนาดเส้นรอบพุง (ไม่ใช่รอบเอว) ในการตรวจสอบว่าเราเริ่มอ้วนหรือไม่ จะได้จัดการแก้ไขได้ต่อไป

     ตัดสินอย่างไรว่าอ้วนหรือไม่

          สิ่งแรกที่เราจะดูกันก็คือ ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) โดยจะต้องทำการคำนวณง่ายๆ เล็กน้อยจากส่วนสูงและน้ำหนักของเราดังนี้ค่ะ

          ดัชนีมวลกาย = น้ำหนัก (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร)^2
 
          โดยที่ ^2 หมายถึง ยกกำลังสอง (คือเอาตัวเลขเดียวกันคูณกันสองครั้ง) นะคะ

     จากนั้นมาดูผลการคำนวณที่ได้

          ดัชนีมวลกาย = 18.5 - 22.9 น้ำหนักปกติ

          ดัชนีมวลกาย = 23-24.5 น้ำหนักเกินมาตรฐาน

          ดัชนีมวลกาย = 25 หรือมากกว่า อ้วนเกินไป

     เราลองมาดูตัวอย่างการคำนวณเล่นๆ กันดีกว่า

          สมมติว่า มีเพื่อนหญิงคนหนึ่งสูง 167 ซ.ม. นั่นคือสูง 1.67 เมตร และหนัก 42 กิโลกรัม

     เราก็คำนวณได้ดังนี้

          ดัชนีมวลกาย = 42 / (1.67 x 1.67) = 47 / 2.7889 = 16.85 โดยประมาณ จะเห็นว่าผอมเกินไปนิดๆ แต่อาจจะเป็นหุ่นนางแบบเลยก็ได้นะคะ

          ถ้าดัชนีมวลกายสูงเกินไป ความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานก็สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ดัชนีมวลกายไม่ใช่ตัวตัดสินความอ้วนได้ทั้งหมด เพราะว่าปัญหาสุขภาพ จริงๆ ก็คือปริมาณไขมันที่ถูกเก็บสะสมอยู่อีก นั่นคือคนที่มีดัชนีมวลกายปกติดี อาจจะมีไขมันมากแต่เนื้อน้อยก็ได้เพราะว่าไขมันนั้นเบากว่ากล้ามเนื้อ นั่นคือพวกนักกล้ามที่แข็งแรงมากเนื้อตัวมีแต่กล้ามเนื้อและกระดูก อาจจะถูกคำนวณออกมาว่าน้ำหนักมากกว่าปกติได้ ดังนั้นจึงมีอีกวิธีหนึ่งในการตัดสินดูว่าอ้วนไปหรือไม่คือ

     การวัดรอบพุง

          เราสามารถประเมินว่าอ้วนเกินไปหรือไม่ได้อย่างง่ายๆ โดยการลองวัดเส้นรอบพุง คือจุดที่วัดผ่านสะดือ โดยมีเกณฑ์ว่าถ้ารอบพุงของผู้หญิงเรามากกว่า 32 นิ้วถือว่าอ้วนเกินไป ถ้าเป็นผู้ชายที่รอบพุงเกิน 36 นิ้วก็ถือว่าอ้วนเกินไป การวัดรอบพุงนี้อาจจะพอเป็นตัวแทนได้ถึงไขมันที่สะสมไว้ในช่องท้อง ซึ่งปริมาณไขมันในตัวเรานี้เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาสุขภาพไปทั้งตัวเลยทีเดียว

          คราวนี้ เมื่อเพื่อนๆ สาวๆ ได้ทราบวิธีประเมินว่าตัวเองอ้วนเกินไปหรือไม่แล้ว ก็จะได้จัดการกับน้ำหนักของตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อความสวยงามและที่สำคัญก็คือสุขภาพที่ดีต่อไปค่ะ

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

10 เครื่องดื่มที่ควรระวัง สำหรับผู้ควบคุมน้ำหนัก

10 เครื่องดื่มที่ควรระวัง สำหรับผู้ควบคุมน้ำหนัก




10 เครื่องดื่มที่ควรระวัง สำหรับผู้ควบคุมน้ำหนัก


     10 เครื่องดื่มที่ควรระวัง สำหรับผู้ควบคุมน้ำหนัก

          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังลดน้ำหนัก และได้ทำการควบคุมอาหารแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พึงจะต้องระวังก็คือเครื่องดื่ม เพราะเครื่องดื่มบางชนิดกให้น้ำตาลสูงและไม่ดีต่อสุขภาพด้วย วันนี้เราจะมาดู 10 เครื่องดื่มที่ควรระวังสำหรับการควบคุมน้ำหนัก 

     1. น้ำผลไม้

          เพราะน้ำผลไม้ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยน้ำตาล เว้นเสียแต่จะเป็นน้ำผลไม้ที่แปะฉลากไว้ว่า เป็นน้ำผลไม้ 100%

     2. กาแฟเย็นโปะวิปครีม

          กาแฟเย็นรสหวานมัน โปะวิปครีมรสชาติละมุนลงไป ช่างเอร็ดอร่อยอะไรเสียอย่างนี้ แต่รู้ไหมว่า กาแฟโปะวิปครีมแก้วหนึ่งสามารถให้พลังงานได้มากถึง 800 แคลอรี่ แถมน้ำตาลอีกตั้ง 170 กรัม หากเป็นไปได้ลองหันมาสั่งกาแฟใส่นมไขมันต่ำ ลดไซรัปลงครึ่งหนึ่ง และไม่โปะวิปครีม น่าจะดีกว่า

     3. น้ำดื่มปรุงกลิ่นและรส

          น้ำดื่มปรุงกลิ่นและรสมักมีการผสมวิตามิน หรือสารบางอย่างเพิ่มเข้ามา เช่น เพิ่มวิตามินซี เพิ่มแอลคานิทีน เป็นต้น ทำให้รู้สึกว่าเป็นน้ำดื่มที่ดีต่อสุขภาพ แต่ความจริงแล้วพวกมันส่วนใหญ่ก็ผสมน้ำตาลเทียมมาด้วยไม่น้อย 

     4. โซดา

          การบริโภคโซดาเกินพอดีมีความเกี่ยวข้องบางประการกับความอ้วน แต่ถ้านาน ๆ ครั้งจะกินสักครั้งก็ถือว่าโอเค

     5. มิกเซอร์

          บรรดามิกเซอร์สารพัดชนิดที่บาร์เหล้าล้วนมีน้ำตาลผสมอยู่ รวมทั้งมีการแต่งกลิ่นและใส่สีสังเคราะห์ด้วย 


      6. สมูทตี้ผลไม้พร้อมดื่ม

          สมูทตี้ผลไม้พร้อมดื่ม ฟังชื่อแล้วดูช่างดีต่อสุขภาพ แต่รู้ไหมว่าบรรดาสมูทตี้พร้อมดื่มทั้งหลายใส่น้ำตาลผสมมาเป็นว่าเล่น หากต้องการสมูทตี้ที่ดีต่อสุขภาพจริง ๆ สักแก้ว ปั่นกินเองที่บ้านจะดีที่สุด เพราะคุณสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาล หรือจะอาศัยความหวานจากผลไม้ล้วน ๆ เลยก็ได้ ทั้งยังปราศจากสารกันบูดด้วย

     7. เหล้า

          เหล้าแค่ 2 แก้ว ก็เพิ่มความเสี่ยงให้คุณเข้าข่ายน้ำหนักตัวเกินได้แล้ว แถมยังส่งผลเสียต่อสุขภาพ อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นจะดื่มสังสรรค์แต่ละทีก็ควบคุมปริมาณกันด้วยนะจ๊ะ

     8. น้ำมะนาวพร้อมดื่ม

          น้ำมะนาวพร้อมดื่มนั้นมีทั้งสารแต่งสีและสารกันบูด แถมยังเสี่ยงกับปริมาณน้ำตาลที่มากเกินพอดี ทางที่ดีคั้นน้ำมะนาวดื่มเองจะปลอดภัยที่สุด

     9. น้ำดื่มเสริมเกลือแร่

          รู้ไหมว่าน้ำดื่มเสริมเกลือแร่สำหรับนักกีฬาและผู้เสียเหงื่อนั้น มีน้ำตาลและสารกันบูดผสมอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ

     10. เครื่องดื่มเสริมพลังงาน

          เครื่องดื่มเสริมพลังงานที่กินแล้วสดชื่นทันใจ ก็มีน้ำตาลผสมอยู่ไม่น้อย แถมยังมีคาเฟอีนอีกด้วย (เป็นเหตุผลว่าทำไมที่ฉลากจึงมีคำเตือนว่า ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด นั่นเอง)

          น่าตกใจจริง ๆ ที่เครื่องดื่มบางชนิดที่ดูแล้วน่าจะดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำผลไม้ หรือสมูทตี้ กลับกลายเป็นเครื่องดื่มที่ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ รู้อย่างนี้แล้วคงต้องมีสติในการเลือกเครื่องดื่มกันให้มากขึ้นแล้วล่ะ การหันไปดื่มน้ำสุดคลาสสิคอย่าง "น้ำเปล่า" และรับวิตามินจากผักผลไม้สด ๆ ที่หวานน้อย น่าจะดีกับสุขภาพของคุณมากที่สุดค่ะ

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8


วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

3 วิธีง้าย-ง่าย ทลายห่วงยางรอบเอว

3 วิธีง้าย-ง่าย ทลายห่วงยางรอบเอว

3 วิธีง้าย-ง่าย ทลายห่วงยางรอบเอว

วิธีง้าย-ง่าย ทลายห่วงยางรอบเอว

บทความสุขภาพ 
      หน้าท้องยื่น ๆ คงไม่มีคุณสาว ๆ คนไหนปรารถนาสักเท่าไหร่

คลายเครียด…ลดคอร์ติซอล


      เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเครียด คุณกำลังเพิ่มขนาดห่วงยางส่วนตัวให้ขยายใหญ่ขึ้น เพราะฮอร์โมน "คอร์ติซอล" ที่ร่างกายหลั่งออกมา จะกระตุ้นให้คุณหิวและอยากอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาลที่ให้พลังงานสูง ๆ นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นก็คอนเฟิร์มแล้วว่า ระดับคอร์ติซอลที่พุ่งสูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันรอบเอวที่จะสูงขึ้นตามไปด้วย

How to : 

      นอนแต่หัวค่ำ แค่นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง คอร์ติซอลในกระแสเลือดก็จะน้อยกว่าคนที่นอนน้อยกว่าถึง 50% แต่ถ้าหาเวลาหลับยาว ๆ ได้ไม่พอจริง ๆ การงีบในช่วงกลางวันก็พอจะช่วยลดคอร์ติซอลได้

      ทำสปาชิล ๆ นอกจากจะผ่อนคลายความปวดเมื่อยแล้ว งานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามี ยังชี้ว่า การนวดบำบัดเพียงไม่กี่สัปดาห์สามารถลดระดับคอร์ติซอลได้ถึง 1 ใน 3 

      เคี้ยวหมากฝรั่ง หากไม่มีเวลาให้พักก็หยิบหมากฝรั่งขึ้นมาเคี้ยวสิ ! การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยให้ระดับคอร์ติซอลลดลงถึง 12% และยังเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดได้อีกด้วย

กินผักผลไม้เพิ่มไฟเบอร์

      สิ่งสำคัญที่สุดในการกำจัดไขมันส่วนเกินรอบเอว ไม่ใช่การอดอาหาร แต่ต้องใส่ใจกับสิ่งที่กินต่างหาก นอกจากจะต้องเลี่ยงของมัน ๆ หวาน ๆ เหมือนกับเวลาลดน้ำหนัก แล้ว คุณปาล์ม-ขัตติยา ประชาเดชะ นักโภชนาการจากศูนย์สุขภาพและความงามอะเมทิส ยังแนะนำให้คุณกินไฟเบอร์ให้มาเป็นพิเศษ

      "คนที่อ้วนลงพุงส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบขับถ่ายไม่ค่อยดี ต้องกินผลไม้เปรี้ยว ๆ อย่างส้ม แอปเปิลเขียว และก็ผักทุกอย่างกินได้ไม่จำกัด ไฟเบอร์ในอาหารกลุ่มนี้จะช่วยในการดูดซับไขมันและกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายของคุณดีขึ้น รวมทั้งอาจจะเพิ่มการกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติสูตรไขมันต่ำผสมธัญพืช เอาไว้กินตอนเช้าสักวันละถ้วย เพื่อช่วยปรับสมดุลในลำไส้ก็ได้"

      How to : มื้อเช้า โจ๊กหมูใส่ไข่ หรือโยเกิร์ตใส่ธัญพืชและแอปเปิล 1 ผล มื้อกลางวัน สุกี้หรือก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ และผลไม้น้ำตาลต่ำ 1 ผล มื้อเย็น สเต็กปลา หรือสลัดผัก (ถ้ากินดึกก็ควรกินแค่สลัดก็พอค่ะ)

พิลาทีส...สลายพุง

      อยากให้หน้าท้องกระชับยังไงก็ต้องออกกำลังกาย ริญญ์ลภัส นิยม เทรนเนอร์จาก WE Fitness Society แนะนำว่าต้องใช้การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายบริหารหน้าท้องโดยเฉพาะ ซึ่งพิลาทีสเองก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะจะเน้นบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง (Core Muscle) ให้แข็งแรง จะทำพิลาทีสต่อเนื่องให้เป็นคาร์ดิโอก็ได้นะ

      How to : 

      Roll Up นอนหงายยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ หายใจเข้าพร้อมเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาด้านในและหน้าท้องให้แน่น ยกศีรษะและลำตัวส่วนบนขึ้นแล้วหายใจออก พร้อมยกช่วงอกขึ้นช้า ๆ จนหัวไหล่อยู่ตรงกับสะโพก จินตนาการเหมือนกำลังโอบบอลลูกใหญ่ไว้ จากนั้นเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องแล้วค่อย ๆ นอนลงช้า ๆ ทำซ้ำ 10 ครั้ง

      Teaser นอนหงายแล้วยกขาทั้งสองข้างขึ้น เหยียดแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ หายใจออกพร้อมเกร็งหน้าท้อง เพื่อยกเเละเหยียดเเขนพร้อมม้วนแผ่นหลังขึ้นจนขึ้นมานั่งเป็นรูปตัววีแล้วหายใจเข้า ค่อย ๆ ลงไปนอนในท่าเริ่มต้น ทำซ้ำ 6 ครั้ง

      Note :

      การหายใจที่ถูกต้องควรหายใจเข้าทางจมูกให้ซี่โครงขยายออกด้านข้าง และหายใจออกทางปากพร้อมดึงสะดือไปหากระดูกสันหลัง 

      หากหาเวลาไปออกกำลังกายไม่ได้ การแขม่วพุงเอาไว้ตลอดเวลาก็ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องได้เหมือนกัน

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

10 วิธีการน้ำหนักลด โดยที่เราไม่รู้ตัว

10 วิธีการน้ำหนักลด โดยที่เราไม่รู้ตัว


รู้หรือไม่ว่า ทุก ๆ 7700 แคลอรี่ ที่รับประทานเกินความต้องการของร่างกาย จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม
10 วิธีการน้ำหนักลด โดยที่เราไม่รู้ตัว
แต่ในการลดน้ำหนัก คุณสามารถลดน้ำหนักได้ไม่ควรเกิน 500 แคลอรี่ ต่อวัน เพื่อให้ไม่เกินอันตรายต่อการขาดสารอาหาร อ่อนเพลีย จนในที่สุด กลไกของสมองก็อาจจะสั่งให้คุณต้องทานเข้าไป
แต่จริง ๆ แล้วการลดเกิน 1200 แคลอรี่ นั้น สามารถทำได้ หากอยู่ในความดูแลของแพทย์และนักโภชนาการ แต่ทางที่ดี ลดช้า ๆ แต่ชัวร์ ดีกว่าใจร้อน

แต่มีอยู่ 10 วิธีในการลดน้ำหนัก ที่บางครั้งเราไม่เคยรู้เลยว่า วิธีเหล่านี้ ทำให้น้ำหนักลดได้โดยไม่รู้ตัว
1. ลุกขึ้นมา ปัดกวาดเช็ดถูห้อง หรือบ้านของคุณ (ด้วยตัวเองนะ ไม่ใช่ใช้คนอื่นทำ) ห้ามเปิดแอร์ทำ ทำไปเรื่อย ๆ ให้ได้เกินกว่า 20 นาทีขึ้นไป
2. หากคุณออกกำลังกายในยิมหรือฟิตเนสอยู่แล้ว หรือมีเครื่องออกกำลังกายที่บ้าน ก็แค่เล่นเพิ่มไปอีก 10 นาที
3. นั่งดูโชว์ ดูละคร ดูข่าวอยู่หน้าทีวี ทุกช่วงเบรคโฆษณา ก็ลุกขึ้นมาบิดซ้ายขวา วิ่งรอบทีวี รอบห้อง ซิทอัพ วิดพื้นกันไป รายการมาค่อยดูต่อ
4. วันหยุด อย่าอยู่บ้านเฉย ๆ หากิจกรรมทำ (ที่ไม่ใช่กินบุฟเฟต์) พาพ่อแม่ไปเที่ยวเล่น พาลูกไปสวนสนุก ไปทะเล หรือไปทำบุญทำกุศลซะบ้าง ครอบครัวอบอุ่น จิตใจเบิกบานแล้วยังได้ผลาญไขมันอีกต่างหาก
5. หากอยู่ที่ทำงานต้องนั่งติดเก้าอี้ตลอดทุก 1 ชั่วโมง ก็ควรยืดเส้นยืดสายสัก 3-5 นาที นั่งไขว้เท้าสลับ ซ้าย ขวา เกร็งหน้าท้อง ใช้มือดันก้นเบาะนั่งยกตัวขึ้นเกร็งหน้าท้อง หรือจับพนักพิงหลังแล้วเอี้ยวตัวบิดซ้ายขวา สำหรับเก้าอี้ที่เป็นล้อ ท่านอาจจะลื่นล้มให้ได้อายจนเบิร์นแคลอรี่ได้มากขึ้น
6. ทำงานออฟฟิสเดียวกันเปลี่ยนจากส่งอีเมล์หากัน เป็นเดินไปคุยงาน ไปปรึกษางานกันต่อหน้าเลยดีกว่า ไม่ต้องกลัวเปลืองพลังงาน (เปลือง ๆ สิดี จะได้ลดน้ำหนัก) หากอยากให้มีลายลักษณ์อักษร ตอนเดินไปคุยก็บอกไปเลยว่า เดี๋ยวจะส่งอีเมล์ตามมานะคะ ช่วยส่งกลับคอนเฟิร์มให้ด้วยค่ะ
7. ขึ้นลงไม่กี่ชั้น ใช้บันได (หากคุณไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับหัวเข่าและข้อเท้า) ผู้เขียนเคยเดินขึ้นบันได 13 ชั้น ทุกวัน วันแรก ๆ รู้สึกเหนื่อย หอบ หมดแรง แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เหนื่อยน้อยลง จนกลายเป็นไม่เหนื่อย เดินได้นาน แข็งแรงขึ้นด้วยค่ะ
8. ไปซื้อของใกล้ ๆ เดินไปดีกว่า สองป้าย สามป้ายรถ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ก็เดินเอา
9. หากไปซื้อของไกล เวลาจอดรถในห้าง จอดให้ไกลขึ้น จะได้เดินมากขึ้นไง
10. ใช้ตะกร้าในการช้อป ไม่ใช้รถเข็น หิ้วสลับซ้ายขวายกขึ้นลงเล็กน้อย ได้กล้ามแขนด้วยนะ
นอกจากนี้ ต้องดื่มน้ำเปล่าสะอาด ๆ ดื่มทั้งวันให้ได้ 8-10 แก้ว ห้ามซดโฮก เพราะร่างกายจะขับออกทันที และไตจะทำงานหนัก ให้ค่อย ๆ ดื่ม เพราะน้ำสะอาดที่ดื่มเข้าไปจะปรับสมดุลในร่างกาย ชำระล้างของเสียออกจากร่างกาย ควบคู่กับทานอาหารที่มีประโยชน์ จะเห็นผลเร็วขึ้นค่ะ

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

เคล็ดลับ 9 วิธี สูตรลดน้ำหนัก อาหารสำหรับลดความอ้วน

เคล็ดลับ 9 วิธี สูตรลดน้ำหนัก อาหารสำหรับลดความอ้วน


   ความอ้วนกับสาว ๆ ดูเหมือนจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันเลยใช่ไหมล่ะคะ ยิ่งถ้าเกิดใครมาทักว่า “นี่เธอดูอ้วนขึ้นรึเปล่าเนี่ย” คงจะถึงขั้นตัดเพื่อนตัดพี่น้องกันเลยทีเดียว อิอิ แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอก เพราะวันนี้เรารวบรวม สูตรลดน้ำหนัก เคล็ดลับ วิธีลดความอ้วน ภายในช่วงเวลาที่เราต้องการ ตั้งแต่ 3 วัน ถึง 1 เดือน มาฝากสาว ๆ ด้วย เอ้า…ไหนมาดูซิ ว่ามี สูตรน้ำหนัก อะไรน่าสนใจบ้างเอ่ย

ลดน้ำหนัก


สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 1: สูตรลดน้ำหนัก ของสมเด็จพระเทพฯ
เป็นสูตรลดน้ำหนัก 7 วัน ค่ะ โดยก่อนรับประทานอาหาร ให้ดื่มน้ำก่อน 2 แก้ว และจัดอาหารแต่ละมื้อ ดังนี้
วันที่ 1
มื้อเช้า : น้ำผลไม้ หรือโยเกริต์
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มสองฟอง
มื้อเย็น : สลัดผัก
วันที่ 2
มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มสองฟอง
มื้อเย็น : โยเกิรต์
วันที่ 3
มื้อเช้า : โยเกิรต์หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้นหมู
มื้อเย็น : สับปะรด 1 ชิ้น
วันที่ 4
มื้อเช้า : ขนมปัง 1 แผ่น น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : สลัดผักและไก่ย่าง 1 ชิ้น
มื้อเย็น : โยเกิรต์
วันที่ 5
มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : ส้มตำและไก่ย่าง 1 ชิ้น
มื้อเย็น : สลัดผัก
วันที่ 6
มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : ปลานึ่งหรือปลาเผา
มื้อเย็น : นมสด
วันที่ 7
มื้อเช้า : ข้าวสวย 1 ทัพพี และหมูย่าง 1 ชิ้น หรือ ข้าวสวย 1 ทัพพี และไข่ต้ม 1 ลูก
มื้อกลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้นหมู
มื้อเย็น : สับปะรด 1 ชิ้น
ส่วนวันที่แปด มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น สามารถรับประทานอาหารอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ถ้าอยากลดน้ำหนักต่อให้เริ่มรับประทานเหมือนที่ทำตั้งแต่วันแรกค่ะ
สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 2  : สูตรลดน้ำหนัก 3 วัน
โดยทั้งสามวัน คุณสาว ๆ ต้องดื่มน้ำ 2 แก้ว ก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อค่ะ และต้องรับประทานอาหารดังนี้
วันที่ 1
ตื่นมา ถ่ายให้หมด และ ดื่มน้ำสะอาด  1 ลิตร
มื้อเช้า : ขนมปังปิ้งจนแห้ง + ส้มขนาดกลางหวานไม่มาก + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อกลางวัน : ไอศกรีม รสวนิลา 1 ลูก +แครอท น้ำบุรูท ประมาณ 50 กรัม + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อเย็น : ปลาทูน่า + มะเขือเทศ สีดา 1 ผล + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
วันที่ 2
มื้อเช้า :แก้วมังกร + แฮม 2 แผ่น + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อกลางวัน :ไข่ต้มกินไข่ขาว + ถั่วฝักยาว ต้ม + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อเย็น : ผักกาดต้ม + แคนตาลูบ ต้ม + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
วันที่ 3
มื้อเช้า : ปลาทูน่า + ส้มเขียวหวาน ขนาดเล็ก 1 ผล + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อกลางวัน :แกงส้ม กินแต่ผัก + กินเปลือกกุ้ง + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อเย็น : ขนมปังปิ้งจนแห้ง + ลูกพรุนแห้ง 2 ผล + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
ระหว่างนี้ห้ามทานของมัน หรือของทอดเด็ดขาด หลังจากรับประทานครบ 3 วันแล้ว สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ

สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 3: สูตรลดน้ำหนัก 3 วัน
นี่ก็เป็นสูตรลดน้ำหนัก 3 วัน อีกเช่นกัน สำหรับสาวใจร้อน อยากลดน้ำหนักเร็ว ๆ โดยทั้งสามวัน คุณสาว ๆ ต้องรับประทานอาหารดังนี้
วันที่ 1
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ส้มโอ 1/2 ผล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ถั่วเหลืองในซอสมะเขือเทศ
มื้อกลางวัน : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ปลาทูน่า 4 ออนซ์ (ประมาณ 115 กรัม)  ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
มื้อเย็น : แฮม 2 แผ่น ถั่วฝักยาวต้ม 4 ออนซ์ ไอศกรีมวนิลา 4 ออนซ์ บีทรูทต้ม 4 ออนซ์
วันที่ 2
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ไข่ต้ม 1 ฟอง กล้วยหอม 1/2 ผล
มื้อกลางวัน : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล แคร๊กเกอร์ (แบบเค็ม) 5 แผ่น Coltage Cheese (คล้ายโยเกิร์ต) 120 กรัม
มื้อเย็น : แฮม 2 แผ่น บร็อคคอลรี่ต้ม 4 ออนซ์ แครอทต้ม 4 ออนซ์ ไอศกรีมวนิลา 4 ออนซ์ กล้วยหอม 1/2 ผล
วันที่ 3
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล แคร๊กเกอร์ (แบบเค็ม) 5 แผ่น Cheddar Cheese 1 แผ่น แอ๊ปเปิ้ล 1 ผล
มื้อกลางวัน : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ไข่ต้ม 1 ฟอง
มื้อเย็น : ปลาทูน่า 4 ออนซ์ บีทรูทต้ม 4 ออนซ์ ไอศกรีมวนิลา 4 ออนซ์ ดอกกระหล่ำต้ม 4 ออนซ์ แคนตาลูป 1/2 ผล
หมายเหตุ
1. ขนมปังปิ้งต้องปิ้งจนแห้ง ห้ามทาเนยหรือมาการีน
2. แคร๊กเกอร์ต้องเป็นรสเค็ม
3. ปลาทูน่าและถั่วฝักยาวสามารถแช่แข็งได้
4. อาหารชุดนี้จะทำปฏิกิริยาทางเคมีซึ่งกันและกัน และพิสูจน์ได้
ข้อห้าม
1. ห้ามเปลี่ยนแปลงหรือทดแทนอาหารอื่น ห้ามใช้เครื่องปรุงอื่น นอกจากเกลือและพริกไทย
2. รายการใดที่ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ให้ใช้วิจารณญาณตามความเหมาะสม
สูตรอาหารนี้ให้ใช้ติดต่อกัน 3 วัน ภายใน 3 วัน ควรลดน้ำหนักได้ 10 ปอนด์ หรือประมาณ 4.5 กิโลกรัม หลังจาก 3 วัน สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติค่ะ

 สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 4 : สูตรลดน้ำหนัก 7 วัน
สาว ๆ ที่สนใจ สูตรลดน้ำหนัก 7 วัน ควรจัดอาหารรับประทานดังนี้
วันที่ 1
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง กับผักต้ม
มื้อเย็น : สเต็กกับสลัดผักน้ำใส และผลไม้
วันที่ 2
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลกับขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : สเต็กหรือเนื้อหมู เนื้อวัวย่างก็ได้ กับสลัดผักเขียวและผลไม้
มื้อเย็น : แฮมแผ่นต้มปริมาณเท่าใดก็ได้
วันที่ 3
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลกับขนมปังโฮลวีต 2 แผ่น
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง และสลัดกับแครอท
มื้อเย็น : แฮมแผ่นต้มปริมาณเท่าใดก็ได้
วันที่ 4
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลกับขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 1 ฟองกับแครอทต้ม
มื้อเย็น : ผลไม้และโยเกิร์ตรสธรรมชาติ
วันที่ 5
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ปลาเผาหรือปลาย่างกับผักต้ม
มื้อเย็น : สเต็ก หรือเนื้อย่างไม่ติดมัน กับสลัดผักสดน้ำใส
วันที่ 6
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ไก่ย่างไม่ติดหนัง
มื้อเย็น : ไข่ต้ม 2 ฟอง กับแครอทต้ม
วันที่ 7
มื้อเช้า : กาแฟหรือชาบีบมะนาว แต่ไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ผลไม้อะไรก็ได้ในปริมาณต้องการ
มื้อเย็น : อะไรก็ได้ทุกอย่างที่อยากทาน ไม่จำกัดปริมาณ

สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 5 : สูตรลดน้ำหนัก ใน 13 วัน
มาลองดูกันหน่อย สูตรลดน้ำหนัก ใน 13 วันมีอะไรบ้างเอ่ย
วันที่ 1
มื้อเช้า : กาแฟดำ 1 ถ้วย
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง /ผักกาดต้ม 3 ขีด /มะเขือเทศสด 1 ผล
มื้อเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด /น้ำมะนาว
วันที่ 2
มื้อเช้า : กาแฟดำ 1 ถ้วย
มื้อกลางวัน : เนื้อหมูอบ 2.5 ขีด /โยเกริ์ต 1 ถ้วย
มื้อเย็น: เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด /น้ำมะนาว /ผลไม้ 1 ผล
วันที่ 3
มื้อเช้า : กาแฟดำ 1 ถ้วย/ ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง /เนื้อหมูอบ 1 ขีด / สลัด /น้ำมะนาว
มื้อเย็น : คื่นช่ายต้มสุก 3 ขีด/ มะเขือเทศ 1 ผล /ผลไม้ 1 ผล
วันที่ 4
มื้อเช้า : กาแฟดำ 1 ถ้วย /ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : น้ำส้มคั้น 1 แก้ว/ โยเกริ์ต 1 ถ้วย
มื้อเย็น : ไข่ต้มแข็ง 1 ฟอง / แครอทสด 1 หัว/นมจืด 1 กล่อง
วันที่ 5
มื้อเช้า : แครอทสด 1 หัว(ราดด้วยน้ำมะนาว)
มื้อกลางวัน : เนื้อปลากะพงนึ่ง 2 ขีด
มื้อเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด
วันที่ 6
มื้อเช้า : กาแฟดำ 1 ถ้วย/ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง/ แครอทสด 1 หัว
มื้อเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด/ สลัด /น้ำมะนาว
วันที่ 7
มื้อเช้า : ชา 1 ถ้วยไม่ใส่น้ำตาล/ ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : น้ำเปล่าอย่างเดียว
มื้อเย็น : หมูอบ 2 ขีด / ผลไม้ 1 ผล
วันที่ 8
มื้อเช้า : กาแฟดำ 1 ถ้วย
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง /ผักกาดต้ม 3 ขีด /มะเขือเทศสด 1 ผล
มื้อเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด /น้ำมะนาว
วันที่ 9
มื้อเช้า : กาแฟดำ 1 ถ้วย
มื้อกลางวัน : เนื้อหมูอบ 2.5 ขีด /โยเกริ์ต 1 ถ้วย
มื้อเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด /น้ำมะนาว /ผลไม้ 1 ผล
วันที่ 10
มื้อเช้า : กาแฟดำ 1 ถ้วย/ ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง /เนื้อหมูอบ 1 ขีด / สลัด /น้ำมะนาว
มื้อเย็น : คื่นช่ายต้มสุก 3 ขีด/ มะเขือเทศ 1 ผล /ผลไม้ 1 ผล
วันที่ 11
มื้อเช้า : กาแฟดำ 1 ถ้วย /ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : น้ำส้มคั้น 1 แก้ว/ โยเกริ์ต 1 ถ้วย
มื้อเย็น : ไข่ต้มแข็ง 1 ฟอง / แครอทสด 1 หัว/นมจืด 1 กล่อง
วันที่ 12
มื้อเช้า : แครอทสด 1 หัว(ราดด้วยน้ำมะนาว)
มื้อกลางวัน : เนื้อปลากะพงนึ่ง 2 ขีด
มื้อเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด
วันที่ 13
มื้อเช้า : กาแฟดำ 1 ถ้วย/ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง/ แครอทสด 1 หัว
มื้อเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด/ สลัด /น้ำมะนาว
สำหรับสูตรลดน้ำหนัก 13 วันนี้ มีข้อห้ามด้วยนะคะ สำคัญมาก ๆ คือ
ใน 13 วันนี้ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เบียร์ เหล้า ไวน์ หมากฝรั่ง หรือขนมที่มีรสหวานเด็ดขาด
หากเผลอทานนอกเหนือจากสูตร และต้องการจะเริ่มควบคุมอาหารใหม่อกครั้ง ต้องเริ่มทานสูตรนี้ใหม่ หลังจาก 6 เดือนไปแล้ว
หากควบคุมอาหารตามสูตรได้แล้วถึงวันที่ 6 แต่ล้มเหลว จะสามารถเริ่มทานอาหารสูตรนี้ใหม่ได้ เมื่อผ่าน 3 เดือนไปแล้ว
หากทานอาหารตามสูตรนี้ได้ครบ 13 วันแล้ว ยังต้องการจะควบคุมอาหารอีก ควรทำหลังจาก 1 ปีไปแล้ว หรือถ้าเลย 2 ปีไปได้ จะดีที่สุดค่ะ
นอกจากนี้ สูตรลดน้ำหนัก 13 วัน ยังมีรายละเอียดปริมาณอาหารที่กำหนดไว้คือ
1.กาแฟดำ.. ให้ใส่น้ำตาลได้ 1 ช้อน ถ้าไม่ใส่ได้ จะดีที่สุดค่ะ
2.ผักต้ม.. ถ้าใช้ผักขมไทยได้จะดีมาก หรือถ้าหาไม่ได้ก็ใช้ผักกาดขาว หรือผักกวางตุ้งแทนก็ได้
3.มะเขือเทศสด.. ถ้าผลใหญ่ให้ทาน 1 ผล ถ้าผลเล็กให้ทาน 2-3 ผล
4.เนื้อไก่อบ..ใช้เนื้อสัน หรือเนื้อหน้าอกที่ไม่ติดมันหรือหนังเลย 2 ขีด ส่วนเนื้อหมูก็ต้องไม่ติดมันเลยเหมือนกัน
5.สลัด..ใช้ผักกาดหอม 1 ต้นเล็ก หอมใหญ่ 1 หัว แตงกวา 2 ลูก นำมาหั่นรวมกันจะได้ประมาณ 1 จาน แล้วราดด้วยน้ำสลัดใสเท่านั้น 1 ถ้วย (ประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ)
6.น้ำมะนาว..ใช้มะนาวสด 1-2 ลูก คั้นเอาน้ำ แล้วชงน้ำร้อนใส่เกลือ (ใส่น้ำแข็งก็ได้)
7.โยเกิร์ต..รสจืด (รสธรรมชาติ) จะดีที่สุด
8.ผลไม้สด 1 ผล..ให้เลือกทานคือ ส้ม ชมพู่ แอปเปิ้ล ฝรั่ง หรือผลไม่ที่ไม่เป็นแป้งและต้องไม่หวาน
9.ปลานึ่ง..ใช้ปลาช่อนแทนปลากระพงได้ แต่ไม่ว่าปลาอะไรก็จะต้องไม่ติดหนังเลย
10.ไข่ต้ม..ต้องต้มให้สุกๆ เลยค่ะ
11.น้ำเปล่าดื่มได้ทั้งวัน วันละ 1-2 ลิตร ถ้าหิว..ให้ดื่มน้ำเปล่าได้อย่างเดียว “เท่านั้น” เพราะน้ำเปล่าสามารถดื่มได้ทั้งวัน เท่าไหร่ก็ได้ค่ะ

 สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 6: สูตรลดน้ำหนัก ใน 2 สัปดาห์
หากสาวใดคิดว่า 3 วัน 7 วัน เร็วไป กลัวไม่ได้ผลล่ะก็ มาลอง สูตรลดน้ำหนัก 2 สัปดาห์กันดีกว่า โดยตลอด 2 สัปดาห์ ให้จัดมื้ออาหาร และปฏิบัติตัวดังนี้
1. มื้อเช้ากินไข่ต้ม 1 ฟองหรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย
2. มื้อกลางวันกินสลัดผัก 1 จาน หรือส้มตำ 1 จาน (อย่าปรุงรสหวานนะคะ)
3. มื้อเย็นกินแอปเปิ้ล 1 ผล หรือแฮมนึ่ง 1 แผ่น
4. งดอาหารหลัง 6 โมงเย็น ถ้าหิวให้ดื่มน้ำมากๆ แทน
5. เต้นแอโรบิก 60 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์
ทำตามนี้ทุกวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ รับรองว่า น้ำหนักส่วนเกินของคุณสาวๆ หายไปในพริบตาแน่นอน

 สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 7  : สูตรลดน้ำหนัก ใน 2 สัปดาห์
นี่ก็เป็น สูตรลดน้ำหนัก ในสองสัปดาห์อีกเช่นกัน โดยแต่ละวันให้จัดอาหาร คือ
วันที่ 1
มื้อเช้า : กาแฟไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง และ ผักขมจีน นำไปทำอะไรก็ได้ โดยใส่เกลือน้อยๆ
มื้อเย็น : เนื้อสันทอดน้ำมันน้อย ๆ (น้ำมันมะกอกจะดีที่สุด) , สลัดผักเขียว และผลไม้อะไรก็ได้ตามต้องการ
วันที่ 2
มื้อเช้า : กาแฟดำ และ ขนมปัง 1 ก้อน (ขนมปังปกติ 3 แผ่น)
มื้อกลางวัน : สเต็กก้อนใหญ่ และ สลัดผักเขียว และ ผลไม้ตามใจชอบ
มื้อเย็น : แฮมต้มตามต้องการ
วันที่ 3
มื้อเช้า : กาแฟดำ และ ขนมปังก้อน 2 ก้อน
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง และ สลัดมะเขือเทศตามต้องการ
มื้อเย็น : แฮมต้มตามต้องการ
วันที่ 4
มื้อเช้า : กาแฟดำ และ ขนมปังก้อน 1 ก้อน
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 1 ฟอง และ หัวแครอทต้มกินกับเนยแข็ง (เนยสวิส)
มื้อเย็น : ผลไม้ และ โยเกิร์ตเปรี้ยว
วันที่ 5
มื้อเช้า : แครอทต้มใส่น้ำมะนาว และกาแฟดำ
มื้อกลางวัน : ปลานึ่ง และ มะเขือเทศ
มื้อเย็น : สเต็ก และ สลัดผักเขียว
วันที่ 6
มื้อเช้า : กาแฟดำ และ ขนมปังก้อน 1 ก้อน
มื้อกลางวัน : ไก่ย่างตามต้องการ
มื้อเย็น : ไข่ต้ม 2 ฟอง และ แครอทต้ม
วันที่ 7
มื้อเช้า : ชาใส่มะนาว
มื้อกลางวัน : ผลไม้ตามต้องการ
มื้อเย็น : รับประทานอาหารตามปกติ
พอวันที่ 8 ก็ให้ย้อนกลับไปรับประทานอาหารตามวันที่ 1 ใหม่ หากทำครบ 2 สัปดาห์แล้ว สาว ๆ ควรจะลดน้ำหนักลงไปได้อย่างน้อย 7 กิโลกรัมค่ะ และที่สำคัญระหว่างลดน้ำหนัก ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลมเด็ดขาดค่ะ

สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 8 : สูตรลดความอ้วนจากฝรั่งเศส 24 วัน
สูตรนี้ส่งตรงมาจากเมืองน้ำหอมเลยทีเดียว กับสูตรลดความอ้วน 24 วัน โดย อาหารของเก้าวันแรก ประกอบด้วย
มื้อเช้า : ส้มโอ และกาแฟ หรือชา
มื้อกลางวัน : เป็นเนื้อสัตว์ล้วน ๆ ไม่มีข้าว ไม่มีผัก ไม่มีนม และไข่ สามารถใส่ซอสได้ กินได้มากเท่าที่ต้องการไม่จำกัด แต่มีข้อแม้ว่าในหนึ่งมื้อให้กินเนื้อสัตว์เพียงชนิดเดียวเท่านั้นค่ะ เช่น หมูล้วน ไก่ล้วน ปลาล้วน เพื่อให้กระเพาะอาหารสามารถทำงานได้ดี มากกว่าการกินปนกันที่จะทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนักขึ้น โดยเนื้อสัตว์นั้น เนื้อหมูจะมีไขมันมากที่สุด ตามมาด้วยเนื้อวัว ส่วนอาหารทะเลจะมีไขมันน้อย นอกจากนี้อาหารต้ม นึ่ง เผา จะมีแคลอรีน้อยกว่าอาหารทอด เช่นนั้นแล้ว ลองเลือกดูนะคะว่า จะทานอะไร
อาหารแนะนำคือสเต็กพริกไทย ปลาสำลีเผา กุ้งอบเกลือ สตูว์เนื้อไม่ใส่ผัก ปลากระพงย่างบีบมะนาว หมูทอดกระเทียม แกงจืดหมูสับล้วน ระวังอย่ากินผักและข้าวเป็นพอ
 มื้อเย็น : ให้กินแต่ข้าวกล้องล้วน ๆ แต่สามารถเติมซอสได้ ผัดกับกระเทียมได้ ใส่ซีอิ้ว พริกไทยได้หมดค่ะ แต่ห้ามไม่ให้มีนมกับไข่ผสมเด็ดขาด ผักและเนื้อสัตว์กินไม่ได้เช่นกัน อาหารแนะนำ คือ ข้าวผัดกระเทียมใส่ซีอิ๊วขาว ข้าวผัดกะปิ ข้าวคลุกมันกุ้ง ข้าวผัดมันปู ข้าวคลุกน้ำพริกตาแดง ข้าวคลุกน้ำพริกต่าง ๆ ข้าวคลุกพริกป่นบีบมะนาว
สามวันต่อมา แม้ว่า น้ำหนักของคุณสาวๆ จะเริ่มลดไปบ้างแล้ว แต่ยังหยุดไม่ได้ค่ะ ต้องรับประทานต่อ โดย มื้อเช้ายังคงเหมือนเดิมค่ะ ส่วนมื้อกลางวันและเย็นเป็นผลไม้ล้วน ๆ ห้ามมีอย่างอื่นมาเกี่ยวข้อง จะทานผลไม้อะไรก็ได้ ทุเรียน มะม่วง ก็ไม่ว่า (แต่น้ำหนักอาจลดน้อยกว่าที่ควร) และต้องกินเป็นมื้อ อย่ากินจุบจิบ
เก้าวันชุดที่ 2 อาหารเช้าเหมือนเดิมค่ะ ส่วนมื้อที่เหลือเป็นผักล้วน มันฝรั่ง เผือก ข้าวโพด ทานได้ค่ะ อาหารแนะนำ ได้แก่ คะน้าผัดน้ำมันหอย ผักนึ่งจิ้มน้ำพริก ผัดผักทุกอย่าง สลัดผักน้ำใส (ที่ไม่ใส่นม ไข่ และน้ำตาล)
และสามวันสุดท้าย มื้อเช้าเหมือนเดิมค่ะ ส่วนมื้อกลางวันและเย็นให้ทานเป็นผลไม้ล้วนๆ
ถ้าทำได้ครบและเคร่งครัด รับรองว่า น้ำหนักของคุณสาว ๆ ลดได้แน่ ๆ เลย แต่มีควรข้อระวังนะคะ หากนับวันผิด หรือเผลอทานนอกเหนือจากที่กำหนดไป ก็ต้องกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกค่ะ และถ้าครบ 24 วันแล้ว ก็สามารถกลับไปทานอาหารแบบเดิมได้  แต่ถ้าอยากผอมตลอด โดยไม่อยากควบคุมปริมาณอาหาร ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้คือ
หากจะทานเนื้อ ให้ทานเนื้อชนิดเดียวกัน และให้กินร่วมกับผัก ห้ามกินรวมกับพวกแป้ง
หากจะกินอาหารพวกแป้ง เช่น ข้าว ก็ไม่ควรทานพร้อมกับโปรตีน ให้ทานกับผักแทน
ผลไม้จะทานในปริมาณเท่าไหร่ก็ได้ค่ะ เพราะเป็นอาหารที่ใช้เวลาอยู่ในกระเพาะน้อย แต่เป็นอาหารหนัก ทำให้อิ่มนาน ดังนั้นเพื่อสุขภาพควรทานผลไม้ก่อนทานอาหารหลัก ประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้ผลไม้ไปตัดกำลังอาหารหลักนั่นเอง เราก็จะทานอาหารได้น้อยลง

สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 9 : สูตรลดน้ำหนักใน 1 เดือน
ใครชอบสูตรลดน้ำหนักระยะยาว ต้องลองสูตรลดน้ำหนัก ใน 1 เดือนค่ะ โดยจะมีรายการอาหารเช้า กลางวัน เย็น และผลไม้ ให้เลือกเป็นข้อ ๆ แต่ละวันก็เลือกมามื้อละ 1 ข้อ และผลไม้ 1 อย่างค่ะ ส่วนผักจะทานเท่าไหร่ก็ได้ ไม่จำกัดจำนวน ส่วนอาหารแต่ละมื้อ มีอะไรให้เลือกบ้าง ไปดูกัน
มื้อเช้า
1. กาแฟดำ 1 ถ้วย และ ขนมปังโฮลวีท 1 แผ่น
2. นมพร่องมันเนย 1 แก้ว และ ขนมปังโฮลวีท 1 แผ่น
3. โยเกิรต์ไขมันต่ำ 1 ถ้วย
4. ขนมปังทาน้ำผึ้ง 1 แผ่น
5. ข้าวต้มไก่, กุ้ง 1 ถ้วย ไม่ใส่น้ำมัน หรือ กระเทียมเจียว (ข้าวปริมาณ 1 ทัพพีเล็ก)
6. ผลไม้
มื้อกลางวัน และมื้อเย็น
1. ข้าวสวย 1 ทัพพี และ แกงส้ม, แกงเลียง, แกงป่า (เลือกมา 1 อย่าง แต่ห้ามทานแกงกะทิเด็ดขาด)
2. ข้าวสวย 1 ทัพพี และ ต้มจืดตำลึง (อาจเปลี่ยนเป็นผักอย่างอื่นก็ได้ ไม่ใส่น้ำมัน)
3. ข้าวสวย 1 ทัพพี และ เกาเหลาผักเยอะๆ 1 ถ้วย
4. ข้าวสวย 1 ทัพพี และ น้ำพริก, ผักสด, ผักลวก (ไม่จำกัดปริมาณผัก)
5. ข้าวสวย 1 ทัพพี และ ไข่ต้ม 1 ฟอง และผักไม่จำกัดปริมาณ
6. ขนมจีน 1 จับ และ น้ำยาป่า และ ผักไม่จำกัดปริมาณ (ห้ามทานน้ำกะทิ)
7. ข้าวเหนียว 1 ปั้น และ ส้มตำไม่ใส่น้ำตาล ไก่ย่าง 1 ไม้ ไม่ติดมัน และหนัง
8. สลัดผัก (ไก่, กุ้ง, ไข่) โดยน้ำสลัดต้องเป็นน้ำใสถ้าจะเป็นน้ำข้นต้องเป็นชนิดไขมันต่ำ 1 จาน
9. สเต็ก หมู, ไก่, ไม่ติดมัน และ ผักไม่จำกัดปริมาณ
10. ผลไม้
ผลไม้
1. สัปปะรด 1 จานเล็ก
2. ส้มโอ 1 จานเล็ก
3. ฝรั่ง 1 ลูก
4. ส้มเขียวหวาน 2 ลูก
5. แอปเปิ้ล 1 ลูก
6. แตงโม 1 จานเล็ก
7. มะละกอ 1 จาน
สูตรนี้ไม่จำกัดระยะเวลาค่ะ แต่ควรทานติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน และงดอาหารจุบจิบ อาหารหวาน เครื่องในสัตว์ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด ถ้าลองปฏิบัติตามนี้แล้ว ในเวลา 1 เดือน ควรลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5-8 กิโลกรัม
มีสูตรลดน้ำหนัก ให้สาว ๆ ลองเลือกขนาดนี้ ใครชอบ สูตรลดน้ำหนัก ไหนก็ลองเลือกใช้ เลือกปฏิบัติกันดูนะคะ แต่ที่สำคัญคือต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้เห็นผลที่ชัดเจนค่ะ
 ที่มา kapook.com

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค   http://www.facebook.com/HealthyThailandCenter    
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์   http://line.me/ti/p/%40HealthyThailand
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม  http://goo.gl/oogIL8

ทักทาย แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น