*** สามารถติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีดีที่ไลน์แอดไอดี @HealthyThailand หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40healthythailand อย่าลืมคลิกมีกิจกรรมสนุกๆรับของรางวัลด้วยน้า ^

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทบทวนเทรนด์ตลาดโซเชียล เอสเอ็มอี ปี2015


จากการสัมมนาโซเชียลมีเดียสำหรับเอสเอ็มอี 2015 นายเตฌิณ โสมคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ผู้ให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอี ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม แนะผู้ประกอบการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ที่กลุ่มรายกลาง รายย่อยจะต้องเตรียมตัว

1.กลุ่มคนสูงวัยมากขึ้น การปรับรูปแบบของการใช้คอนเทนต์และการสื่อสารต่าง ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย จะต้องเหมาะสมทั้งพฤติกรรมและความน่าสนใจ 

2.แบรนดิ้งตัวเอง การใช้โซเชียลมีเดียกับการโฆษณาออฟไลน์หลักการไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะต้องสร้างแบรนด์ สร้างกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน จากแต่ก่อนการโพสต์อะไรก็ได้เพื่อเรียกไลก์ เรียกการติดตาม ในปีหน้าจะเน้นการโพสต์เพื่อสร้างแบรนด์ต่อเนื่อง แม้ว่าแพลตฟอร์มเปลี่ยนไป แต่แบรนด์และคอนเทนต์ที่ชัดเจนก็ยังสามารถปรับใช้กับแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ได้ 

3.การแข่งขันเรื่องคอนเทนต์ปีหน้าจะสูงมาก เพราะทุกคนมีมือถือ ทุกคนเข้าถึงโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊กได้ตลอดเวลา การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ผ่านหน้าเฟซบุ๊ก หรือโซเชียลมีเดียมีจำนวนมาก ฉะนั้นเพื่อให้คนได้เห็นและอ่าน ข้อความต้องสั้นกระชับ

4.วิดีโอ เฟซบุ๊กที่จะเรียลไทม์มากขึ้น 
จะทำให้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของผู้ประกอบการออกมาแปลกใหม่มากขึ้น ที่สำคัญคือเราสามารถสร้างช่องรายการ ของตัวเองด้วยเครื่องมืออย่างมือถือและแท็บเลตเท่านั้น

5.จะมี Reward Consumer
 การให้รางวัลตอบแทนผู้บริโภคที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
นอจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงข้อมลต่างๆ เช่น คนไทยติดมือถืออันดับต้นๆ ของโลก เครื่องมือในการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าจากอินเทอร์เน็ตจะช่วยให้ทุกอย่างรวดเร็วขึ้น จากการสื่อสารออฟไลน์ปกติที่ต้องเสียเงินจำนวนมาก เพื่อทำการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและใช้เวลานาน แต่ในปัจจุบันสามารถทำด้วยเครื่องมือใหม่ๆ รวดเร็วบนโลกดิจิทัล ฉะนั้นการใช้คอนเทนต์ วิดีโอ จึงจะต้องมีการวางแผนการตลาดเช่นเดียวกับโลกออฟไลน์เช่นกัน

เปิดกลยุทธ์ "ออนไลน์" แนะแบรนด์สินค้าลดดีกรี "ตื๊อ" ผู้บริโภค


"แองเจลล่า มอริส" ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวางแผน เจ.วอลเตอร์ ธอมป์สัน ออสเตรเลีย กล่าวว่า เจ.วอลเตอร์ ธอมป์สัน ได้ร่วมกับทีเอ็นเอส ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคถึงการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ในช่องทางออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ "Participation-Beyond the Hype" โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากผลสำรวจพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคผ่านออนไลน์ ครอบคลุม 5,600 คน ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และไทย ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา


จากผลศึกษาระบุว่า การที่แบรนด์ต้องการให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ในออนไลน์มากเกินไป ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดและการสื่อสารที่ผิดพลาด เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตาม แต่อยู่ที่เนื้อหาที่ใช้ในการสื่อสาร ซึ่งจำนวนการติดตามนั้นเป็นเพียงข้อบ่งชี้ว่า ผู้บริโภครับรู้

"แม้แบรนด์ส่วนใหญ่ยังคงเรียกร้องผู้บริโภคให้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆแต่พบว่ามีผู้บริโภคเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นที่สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารจากแบรนด์โดยมีผู้บริโภคเพียง 3 ใน 10 คนเท่านั้นที่พร้อมจะมีส่วนร่วมกับแบรนด์ทางออนไลน์ และมีเพียง 8% ที่สนใจมีส่วนร่วมกับแบรนด์ที่ชักชวนให้เข้าไปมีส่วนร่วมสร้างคอนเทนต์"

ทั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริโภค 58% มีแนวโน้มจะมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ในกรณีที่แบรนด์ให้ข้อมูลที่ง่ายต่อการเข้าใจ และไม่เรียกร้องอะไร ตามด้วย 48% ของผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์เป็นที่ชื่นชอบ หากว่าข้อมูลที่แบรนด์นำเสนอเป็นสิ่งที่ให้ความบันเทิง และ 37% ของผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังถูกแบรนด์หลอกใช้ เมื่อถูกขอร้องให้มีส่วนร่วมกับแคมเปญการตลาดออนไลน์

สำหรับผู้บริโภคไทย แม้ว่าจะมีส่วนร่วมในโลกออนไลน์มีจำนวนมาก แต่ชื่นชอบการมีส่วนร่วมในรูปแบบง่าย ๆ เช่น กดไลก์ คอมเมนต์ คลิกดูคลิปวิดีโอ เป็นต้น แต่เมื่อแบรนด์เรียกร้องการมีส่วนร่วมมากกว่านี้ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคไทยกลับมองว่า กำลังถูกเรียกร้องจากแบรนด์มากเกินไป ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดใน 7 ประเทศที่ร่วมทำการสำรวจ

นอกจากนี้ผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า จุดสำคัญที่จะทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ คือการให้ข้อมูลที่กำลังอยู่ในความสนใจ และเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค อีกทั้งต้องเสริมจุดยืนของแบรนด์ให้แข็งแกร่งและชัดเจน เพื่อสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์

เมื่อเทคโนโลยีเปิดโอกาสให้แบรนด์ใช้ได้เข้าหาผู้บริโภคได้ตลอดเวลาก็กลายเป็นทั้งโอกาสและวิกฤตที่แบรนด์ต้องบาลานซ์ทั้งสองอย่างให้ลงตัว

ขายของต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ชาย-หญิง 3 ช่วงวัย

"ประชาชาติธุรกิจ" เก็บประเด็นที่น่าสนใจ สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังหาช่องทางในการผลิต สินค้า-บริการ มานำเสนอ

หญิงสาววัย 20-29 ปี เป็นวัยเรียนประสบการณ์ยังน้อย ไม่เป็นตัวของตัวเอง และชอบอ้างอิงกลุ่มเพื่อนหรือกระแสสังคม

แรงจูงใจคือ 1.ชอบแสวงหา ชอบลองของใหม่ ไกลแค่ไหนก็จะลอง 2. ชอบคุณภาพและช่างเลือก ในหมวดของส่วนตัวจึงมากกว่า 1 ชนิด เช่น ยาสีฟัน เธออาจจะใช้ดาร์ลี่ ตอนเช้าเพราะสดชื่น ใช้เดนทิสเต้ช่วยเรื่องกลิ่นปากน้อย เซ็นโซดายน์ ดูแลเหงือก ฟันขาว แชมพูก็จะใช้สลับๆ กัน 3.ระวังเรื่องสุขภาพ หลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี เช่น กินชาเขียวร้อนมากกว่าเย็น ไม่ทานชาเขียวเพราะหวานไป 4.เนื่องจากยังไม่มีรายได้ของตัวเอง จึงเลือกสิ่งที่คุ้มค่า ราคา และของดี แต่ถ้าแพงไปก็ไม่เอา 5.บริโภคตามความเคยชิน จากอิทธิพลของครอบครัว บางส่วนก็มาจากเพื่อน เช่น ความรู้เรื่องไอที ก็จะให้เพื่อนแนะนำ

ดังนั้น ถ้าจะผลิตสินค้าบริการ ประชาสัมพันธ์ถึงคนกลุ่มนี้ 1.พวกเธอเพิ่งเริ่มงาน อยากดูดี ชอบสินค้าดี คุ้มราคา ภาพลักษณ์ต้องดี  2.พวกเธอใกล้ชิดเพื่อน ชอบสินค้าที่โชว์เพื่อนได้ ไม่ตกเทรนด์  3.ระวังเรื่องสุขภาพ  4.แบรนด์ต้องมีความหลากหลาย เพราะเป็นคนขี้เบื่อช่างเลือก

ชายวัย 20-29 ปี วัยเรียน วัยทำงานตอนต้น ประสบการณ์ยังน้อย จะสนใจสิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญมาก แต่ถ้าไม่สนใจจะไม่คิดอะไร

แรงจูงใจคือ 1.มีความสนใจเจาะจง  2.ชอบซื้อของตามความเคยชิน ไม่คิดมาก  3.ไม่ใส่ใจ เลยไม่เปลี่ยนแปลงอะไร เช่น ใช้เบอร์มือถือค่ายนี้ตลอดก็ใช้ต่อไป เสียดายอายุเบอร์  4.ซื้อของตามความสะดวก สิ่งที่ชอบ แต่ซื้อลำบากก็ไม่เอา ซื้อสิ่งที่เจอและพบง่ายๆ เช่น 7/11 เพราะสะดวกดี  5.ใส่ใจสุขภาพแต่ก็ตามใจตัวเอง เช่น ไปตรวจคอเลสเตอรอลทุกปี พบว่าถ้าไม่เป็นไร ก็จะกินทุกอย่าง ไม่คิดที่จะออกกำลังกาย แต่ก็ออกได้  6.เน้นความคุ้มค่า เช่น กินเคเอฟซี เพราะชอบไก่ ถูกกว่าฟู้ดคอร์ด ชอบฮอนด้าซีอาร์-วี เพราะทน อะไหล่ถูก  7.ของใช้ส่วนตัว ของใช้ในบ้านได้รับอิทธิพลจากครอบครัว พ่อแม่พี่น้องคอยเลือกให้ และบางส่วนก็ตามเพื่อน

ถ้าจะสื่อสารกับคนกลุ่มนี้ เน้นที่ครอบครัว เน้นความสะดวก พยายามนำสินค้าเข้าไปอยู่ในสายตาของเขา และหาผู้นำที่เขาจะทำตาม



หญิงวัย 30-39 ปี เป็นตัวของตัวเอง ใส่ใจสุขภาพ ละเอียดรอบคอบ

พฤติกรรมในวัยนี้ 1.เธอจะไม่ตามกระแส เลือกได้แล้วว่าชอบอะไร เช่น สินค้าก็จะอ่านฉลากหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ 2.พอเจอแล้วถูกใจ ก็จะเปลี่ยนใจยาก แต่ก็สามารถรักได้หลายแบรนด์  3.เลือกที่คุณภาพนำหน้า โปรโมชั่นถ้ามีก็เยี่ยม แต่ถ้าไม่ใช่สินค้าที่ตัวเองชอบ ถึงมีโปรก็ไม่ซื้อ

ถ้าจะสื่อสารในคนกลุ่มนี้จะต้อง มีข้อมูลที่มีประโยชน์ มีรายละเอียด เชื่อถือได้ และมีฟังก์ชั่นที่ทำให้นำไปใช้ได้หลากหลาย สร้างความสนุกในชีวิต

ชายวัย 30-39 ปี ยังโตช้า และยังใช้สินค้าตามครอบครัว ติดแฟน อยู่กับเพื่อนเฉพาะช่วงเวลาสำคัญ เช่น งานเลี้ยงสังสรรค์ เที่ยว และเป็นวัยที่มีความสนใจเฉพาะทาง
พฤติกรรมในวัยนี้ 1.ชายวัยนี้จะเป็นคนที่ "อะไรก็ได้" ในการใช้สินค้าส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสีฟัน แยกไม่ออก ใช้ตามครอบครัว  2.ทำอะไรตามความเคยชิน เช่น เวลาตื่น กิน ออกจากบ้าน กลุ่มนี้จะใช้สินค้าเพราะคุ้นหู ได้ยินตั้งแต่เด็ก และจากครอบครัว 3.ถ้าสนใจอะไร ก็จะรู้ละเอียดมาก ทั้งคุณสมบัติและข้อดีข้อเสียของแต่ละแบรนด์ ถ้าจะสื่อสารถึงคนกลุ่มนี้ ก็ต้องมีลูกเล่นสินค้า รายละเอียดข้อมูลมาก 4.เป็นคนที่คำนึงถึงราคาและโปรโมชั่นเสมอ เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งเพราะกินและใช้อยู่แล้ว แต่ที่ซื้อเพราะสะดวกไม่ต้องซื้อบ่อย

หญิงวัย 40-55 ปี กลุ่มนี้ลักษณะเด่น ตื่นตีห้า กิจวัตร แต่งตัวพาลูกไปโรงเรียน จากนั้นทำงาน แวะซื้อกับข้าวกลับบ้าน กินข้าวเย็น เสาร์-อาทิตย์ ทำงานบ้าน สามีส่งลูกไปเรียนพิเศษ วันหยุด ไปตลาด เล่นกีฬากับลูก
พฤติกรรมในวัยนี้ 1.เน้นเรื่องสุขภาพ เพราะมีประสบการณ์ในการซื้อ จึงเลือกแต่ของที่มีคุณภาพ  2.ไม่ซื้อและไม่ใช้เพราะถ้าเกิดความระแวง ไม่ว่าอย่างไรจะหาของที่ดีที่สุดเสมอ  3.ถ้าจะสื่อถึงกลุ่มนี้ ต้องเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดยั้ง แตกแบรนด์ใหม่ๆ และมีคุณสมบัติที่ดี เพื่อดึงดูดใจ

4.คุณประโยชน์มาก่อนโปรโมชั่น  5.สื่อสารอย่าซับซ้อน เข้าใจง่ายๆ 6.ได้ใจด้วยความดี เช่น การที่แบรนด์ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ซีเอสอาร์ การจัดกิจกรรมเพื่อสังคม 7.สมบูรณ์แบบ ครบดี เป็นที่พึ่ง เช่น เรื่องของการทำประกันชีวิต ก็จะมีการหาข้อมูลจากโฆษณา เพื่อน ครอบครัว พนักงานขายและอินเทอร์เน็ต ก่อนตัดสินใจด้วยตัวเอง

ชายวัย 40-45 ปี
 ตื่น 7 โมงเช้า กินข้าวออฟฟิศ ทำงานจนดึก เสาร์ อาทิตย์รับจ็อบ ออกกำลังกายบ้าง สัปดาห์ละครั้ง กลุ่มนี้มีการงานมั่นคง มีความกังวลในชีวิต ใช้เวลากับครอบครัวและออกจะเหนื่อยล้าอยู่สักหน่อย

แรงกระตุ้นของวัยนี้มาจาก 1.ยังฝังใจกับแบรนด์วัยเยาว์ การสื่อสารถึงกลุ่มนี้ต้องคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้  2.เวลาสำคัญ เพราะทุ่มเทกับงาน ต้องพยายามสื่อสารสินค้าบริการที่เสียเวลาน้อยที่สุด รวมศูนย์ใช้งานง่าย ขั้นตอนน้อย  3.งานคือหัวใจ มีผลต่อทุกอย่าง เช่น ใช้โน้ตบุ๊กยี่ห้อนี้ เพราะทนทาน สมราคา เดินทางไกลจะใช้มือถือสัญญาณเอไอเอส เพราะเป็นแบรนด์เดียวที่มีสัญญาณบนดอย เป็นต้น จะไม่ใช้สินค้าที่มีผลลบต่ออาชีพ

การสื่อสารหรือการออกแบบสินค้าบริการจะต้องช่วยให้คนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สินค้ามีความคงทน มีการรับประกันหลังการขาย ในเรื่องอาหาร คนกลุ่มนี้ทำงานหนักเพื่อครอบครัว จึงใช้เวลาในการกินอาหาร และดื่มที่ตัวเองชื่นชอบ โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพ ขณะที่การเลือกรถยนต์ เน้นภาพลักษณ์ ดีไซน์หรู

เหล่านี้เป็นพฤติกรรมของผู้อุปโภคบริโภคในช่วงวัยต่างๆ กัน

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

คุณยายเปรม คนจนหัวใจแกร่ง มีความสุขแบบชีวิตติดดิน





คุณยายเปรม คนจนแต่ไม่เคยมองตนเองว่าจนไม่ดูถูกตนเอง เวลาคุยกับป้าแก ปา้่เขาจะยิ้มหัวเราะอารมณดี แม้อายุจะเกือบ 70 ปีแล้ว ทุกวันป้าจะมาอาบน้ำตรงก็อกที่ไว้สำหรับล้างพื้นที่สกปรกจากกองขยะข้างเมเจอร รังสิต แถมแกยังช่วยคัดแยกขยะเพื่อนำมาขาย ทำให้บริเวณที่ทิ้งขยะนี้เปนระเบียบ เพราะเด็กพนักงานเวลานำขยะมาทิ้ง จะเทแบบส่งๆ ส่งกลิ่นคละคลุ้ง ปกติยายจะมากับตา แต่ส่าัปดาห์ที่ผ่านมา ตาถูกรถมอไซตชนแล้วหนีขณะเก็บของเก่าขาย ส้วนยายเปนกระดูกทับเส้นเวลาเดินจะโก่งๆ ทุกเรื้องเปนการสนทนาแบบฟิลคุยถูกคอหน้าตายิ้มแย้มกับป้า แต่ข้างในใจลึกๆ น้ำตาซึม จริงๆหลังคุยกับป้า กลับรู้สึกว่าความสุขมันไม่ได้วัดกันที่รวยหรือจน บางครั้งคนรวยอาจจะทุกข์มากกว่าก็ได้ แอบอิจฉาคนจนในเวลานี้ ป้าเล่าให้ฟังว่า ทุกวันจะมีคนมาคุยกับป้า ชวนคุย ถ่ายรูปบ้างไม่รู้เค้าเอาไปทำไร บางคนก็ให้ตัง จริงๆแล้วก็พอใจกับความสุขแบบนี้ ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก เวลาป้าไม่สบายป้าทำไง ป้าบอกก็เดินๆไปเรื่อยๆ ใช้บัตรสามสิบบาท โรงบาลอยู่ไม่ไกล อ้าวแล้วป้านอนไหน? ...( พิมพ์บนมือถือเมื่อย ค่อยมาเล่าใหม่คับ แต่อยากบอกว่า เวลาคุยกับคนที่เราอาจจะมองว่าลำบาก แต่บางครั้งเค้าเลือกแบบนี้ พอใจแบบนี้ มีความสุขแบบนี้ ความสุขมันไม่มีใครกำหรดได้เท่าหรีือเหมือนกัน ขอบคุณป้าที่มาแชร์เรื่องราวน่ารักๆให้ฟังครับ) : )์




ต่อ........อ้าวแล้วป้านอนไหน? ..ป้าก็นอนใต้สะพาน อ้อ.....สะพานที่กลับรถ ตอนนนั้นคิดได้ทันทีว่า ใต้สะพานอับๆมืดๆๆ มีกระต๊อบหลังเล็กๆ ทุกวันตอนทำงานประจำผมจะขับรถหรือนั่งวินผ่านเสมอๆๆ ไม่ค่อยได้สนใจอะไรมาก เพราะบางครั้งเห็นจนชินตา กับภาพคนเร่ร่อน พอวันนี้ได้มาสัมผัสชีวิตจริง ป้าได้เผยมุมมองชีวิตแบบทั้งที่ป้าเลือกและไม่ได้เลือกเอง สิ่งที่ป้าไม่ได้เลือกเองคือ............ ป้า ทำไมป้าไม่เรียนหนังสืออ่า ป้าบอก ไม่รู้เหมือนกัน ก็พ่อแม่เค้าไม่ได้ส่ง ไม่รู้เค้าคิดอาราย อ้าวแล้วป้ามีลูกบ้างไหมครับ ป้าบอก ลูกมีสองคน ตายหมดแล้ว เป็นไรตายอ่าครับป้า มันติดยาทั้งสองคนเลย ลงแดงตายทั้งสอง จริงๆป้าก็ส่งมันเรียนหนังสือนะ ถึงตั้งมศ.3 เมือ่ก่อนป้าทำงานอะไร ป้าก็เก็บขยะขายมาตั้งแต่อายุ 17 หา... 17 ทำไมป้ามาทำอะไรที่นี่อ่า ป้าบอกก ก็ย้ายตามอา อามาแต่งกับผู้ใหญ๋บ้านที่นี่ อ้าวววว.แล้วเขาไปไหนกันหมด ทำไมปล่อยป้าไว้แบบนี้ พวกเขาก็ตายกันไปหมดแล้ว แล้วป้ามาจากจังหวัดไหนครับ ป้าบอกมาจากอยุธยา มาที่นี่ตั้งแต่ 17 แล้วญาติป้าที่อยุธยามีบ้างไหมครับ .......ก็มีอยู่นะ ... หนูเอ้ย คนมันสมัยนี้ไม่เหมือนก่อน เค้าเห็นเราเป็นภาระ ไม่มีเงินให้พวกมัน มันก็ไม่ให้อยู่หรอก..................... ในใจโคตรหดหู่ สะอึก........... ในนาทีนั้นป้าก็พูดแบบตัดผ่าน เหมือนไม่ได้คิดอารายมาก เพระาคงคิดมานานจนไม่อยากคิดให้วุ่นวายใจ แต่สีหน้าแววตา ป้าก็ยังดูยิ้มแย้มร่าเริง ป้า..ป้าครับ ป้ากับตามีโรคประจำตัวอะไรไหม .......................... ก็มีแต่กระดูกนี่แหละ ตาก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ได้รถชน แล้วมีคนไปดูตาบ้างไหม ...ก็พาไปรพ นะ แต่คนชนมันหนี ให้ตำรวจตามก็เงียบไป .............. ในใจคิดถ้ามีใครคนนึงเป็นไรไป ใครจะอยู่อย่างไง ....ป้าป้า แล้วแถวนั้นมีคนอยู่อีกไหม .....ป้าบอกมีเยอะนะ เป็นสิบหลัง ....อ้าวแล้วอาบน้ำกันทีไ่หนครับ ........................อาบที่นั่นแหละ มีก็อกต่อมาอยู่ ป้าตอบด้วยความซื่อๆตรงๆ เค้าตอ่มาให้ สงสารคนจน ไม่ได้คิดตัง ..(ป้าหัวเราะ) ... ป้าๆ ป้าอาบน้ำตรงนี้ มีสบู่ไหม ...ป้าเตรียมมาด้วย ป้ามาเก็บขยะที่นี่ ก็อาบน้ำที่นี่เลย ง่ายดี......... ตาเหลือบไปเห็นถุงดำซ้อนกันหลายผืนแบบเป็นระเบียบที่รถเข็นแบบผุพัง มีถุงขนมห่อเล็กติดนิดหน่อย ........ป้าจูงมันแบบค่อยๆเดิน.




 .......... ป้าจะกลับละนะ ไปดูตาก่อน ....ครับๆๆ วันหลังผมผ่านมา ผมมาอีกครับ............... ช่วงก่อนนั้นพูห์ก็คุยกับป้าอีกหลายเรื่อง เรื่องนึงคือ ป้าเก็บตังได้ เดือนละ 1000 บาท ป้าจะนำไปฝากหใ้กองทุนบ้านที่เทศบาลรังสิต เข้ามาจัดการว่าจะมีบ้านอาคารสงเคราะห์ให้คนจน ป้าบอกอยากมีบ้านเป็นของตนเองเหมือนกัน จึงนำเงงินจากเก็บขยะไปฝาก ได้สามปี ช่วงเหตุการณ์วุ่นวายการเมืองหรอือะไรไม่ทราบ โครงการถูกพับไป เค้าเอาเงินที่ป้ามาฝากเข้ากองทุนบ้านเพื่อหวังจะมีบ้านหรือห้องแถวเล็กๆอยู่ก็หมดไป แต่ป้าติดใจตรงที่ว่า เงินที่ฝาก กลับได้คืนมา ส่วนนึง โดนหักไป ร้อยละ 5 .... ป้า แล้วเค้าหักไปทำอะไร ..ป้าตอบ ก็ไม่รู้เหมือนกัน เค้าหักไป ร้อยละ 5 ......ในใจเคืองๆๆๆ แต่ก็พูดติดตลกก ..โหหหหหหหหห งั้นป้าก็มีตังอีก30000 เชียวนะ 55+ .................. ป้าบอก อืมก็รออยู่ว่าจะได้ แต่เห็ฯว่าหัก ..... เพือ่นบ้านก็โดนกันหมด .............เห้อ คนจนนี่ ต้องมีอะไรถูกกดขี่อยู่ตลอดเลย เพราะอำนาจในมืออันน้อยนิด ......... ..................... ที่เล่ามาทั้งหมด ในใจพูห์หรือความรู็สึกของเรา ถ้าเป็นเราคงคับแค้นใจไม่น้อย แต่ในทุกนาทีที่ได้คุยกับป้า ป้าเค้าจะพูดแบบคนจนที่พูดแบบซือ่ๆ มีอะไรก็พูดแบบไม่ปกปิด ความน่ารัก มันออกมาไม่เหมือนแบบนิสัยคนรวยเวลามาซื้อยาต่อราคาแบบหาที่เปรียบไม่ได้ ป้าเขาไม่เคยดูถูกตนเอง และไม่ได้โทษใคร ไม่ไ้ด้น้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ได้โทษใคร ป้าเขาก็ทำตามกำลังที่เขาทำได้ แต่สิ่งที่หาได้อีกอย่างคือ ชีวิตคู่ของตากับยายที่รักกัน ไม่ทิ้งกัน แม้อีกคนจะป่วยหนักเป็นภาระให้อีกคนก็ตาม และอีกสิ่งหนึ่งทีไ่ด้รับ ป้าไม่เคยแบมือขอตังใคร และป้าก็ภูมิใจที่ได้เก็บขยะขาย โดยไม่ได้เบียดเบียนใคร ป้าไม่รู้ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายซับซ้อนขนาดไหน ป้าแค่ทำในส่วนที่ตนทำได้ ซึ่งป้าก็ไม่ได้เป็นภาระของสังคมแต่อย่างใด




ก็ยังมีเรือ่งฮาๆ ที่ป้าเล่าอีกเช่น อีพวกนักเลงมันมาทะเลาะกัน ปาระเบิด ข้ามหัวป้าไป ที่ป้ายังรอดได้ เพระาว่าป้ายังมีคุณตาที่ยังอยู่ คริๆๆๆ น่ารักมะ ป้าบอก ป้าเจอบ่อยมาก ป้าชิน

อุปสรรคที่ทายาทเจ็นวายกำลังเผชิญในระยะข้างหน้า

ธุรกิจครอบครัวถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยมีสัดส่วนคิดเป็น 30% ของบรรดาธุรกิจโลกระดับพันล้าน และยังเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนสังคมและระบบเศรษฐกิจมหภาค โดยมีธุรกิจและรายได้รวมกันคิดเป็น 70-90% ของจีดีพีโลก

อุปสรรคที่ทายาทเจ็นวายกำลังเผชิญในระยะข้างหน้า คือ การสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ตนเอง (Credibility Gap) โดยทายาทผู้ถูกสำรวจถึง 88% กล่าวว่า พวกเขาต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ เพื่อพิสูจน์ว่า ตนมีความพร้อม และมีคุณสมบัติที่แท้จริงในการสืบทอดกิจการ นอกจากนี้ทายาทเจ็นวายเกือบ 60% ยังระบุว่าการได้รับการเคารพนับถือจากเพื่อนร่วมงานก็ถือเป็นความท้าทายที่ยากลำบากที่สุดอีกประการหนึ่ง

อ่านผลการศึกษาPwC ....Bridging the gap: Handing over the family business to the next generation

http://thaipublica.org/2014/05/pwc-handing-over-the-family-business-to-the-next-generation/

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

การจัดการเวลา


การจัดการเวลา
                        เวลาเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ที่ใช้ในการดำรงชีวิตและการทำงาน เมื่อเรามาวิเคราะห์การใช้เวลา เราจะเห็นได้ว่า เรามักเสียเวลาไปกับการนอน การทำงาน การเดินทาง การกิน การพักผ่อน ฯลฯ
                เคยมีคนศึกษาการใช้เวลาของคนไทย โดยมีอายุเฉลี่ย 72 ปี คนไทยโดยเฉลี่ยมักใช้เวลาไปกับการนอนถึงวันละ ชั่วโมง ( นอน 24ปีหากคิดจากอายุเฉลี่ย 72 ปี) , ทำงาน ชั่วโมง( ทำงาน 18 ปีหากคิดจากอายุเฉลี่ย 72 ปี) ,เดินทาง ชั่วโมง(เดินทาง ปีหากคิดจากอายุเฉลี่ย 72 ปี) ฯลฯ
                ฉะนั้น หากเราสามารถปรับปรุงการใช้เวลาหรือหากเรามีการจัดการเวลาที่ดี ก็จะทำให้เราสามารถทำงานได้มากขึ้น สร้างผลงานต่างๆให้กับโลกได้มากขึ้น เช่น เราสามารถลดจำนวนเวลาในการนอนจากเฉลี่ยนอนวันละ ชั่วโมง เราอาจลดเหลือ ชั่วโมง ก็จะทำให้เราสามารถมีเวลาเหลืออีก ชั่วโมงต่อวัน หรือมีเวลามากกว่าคนอื่นถึง ปีหากคิดจากอายุเฉลี่ย 72 ปี
                หากจะพิจารณาว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยในการใช้เวลาของคนเรา อาจมีอยู่ ปัจจัยด้วยกัน คือ 1.ตัวเราเอง 2.ผู้อื่นและ3.สิ่งแวดล้อม แต่ปัจจัยที่ทำให้การจัดการเวลามีประสิทธิภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเราเองถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมมีส่วนแค่ 20-30เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การจัดการเวลาที่ดีควรเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน
นักจัดการเวลาที่ดีควรจัดเวลาโดยการแบ่งเวลาให้เป็นระบบระเบียบ เช่น นักเขียนที่ประสบความสำเร็จหรือนักเขียนมืออาชีพมักจะมีการจัดตารางเวลาในการเขียน นักเขียนบางคนเริ่มต้นเขียนตั้งแต่ โมงเช้า จนถึง โมงเย็น เขาก็จะปฏิบัติตามทุกวันจนเคยชินและเป็นนิสัย
จังหวะเวลามีความสำคัญ กล่าวคือต้องรู้ว่าอะไรควรทำก่อน อะไรควรทำทีหลัง เช่น การต้มถั่วเขียวต้องเอาตัวถั่วเขียวใส่น้ำแล้วต้มจนเม็ดถั่วแตกก่อนแล้วใส่น้ำตาลลงไป กล่าวคือ ต้องรู้ว่าอะไรควรใส่ก่อน อะไรควรใส่ทีหลัง แต่ถ้า ใส่น้ำตาลก่อนแล้วใส่ถั่วเขียว จะปรากฏว่าเม็ดถั่วเขียวไม่ยอมแตก ทำให้เสียเวลาเปล่า
อยากทำอะไรให้รีบทำ ไม่ควรนึกฝันแล้วไม่ลงมือทำ  เคยมีลูกศิษย์ของผู้เขียน เคยถามผู้เขียนว่า เขามีโอกาสไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เพราะพ่อแม่มีฐานะอีกทั้งมีญาติอยู่ที่สหรัฐอเมริกา สามารถช่วยเหลือและให้คำแนะนำต่างๆได้ แต่ในปัจจุบันเขาทำงานในหน่วยงานเอกชนแห่งหนึ่งใน กรุงเทพฯ จะลาออกไปเรียนต่อหรือทำงานต่อดี ผู้เขียนจึงแนะนำว่า เธอควรไป ถ้าเธออยากไป และถ้าหากเธอไม่อยากไปเธอก็ควรไป สรุปผู้เขียนพยายามพูดหว่านล้อมให้เขาไปเรียนเนื่องจาก เราควรลงมือตัดสินใจทำถ้ามีโอกาส ถ้าหากปล่อยเวลาเนิ่นนานต่อไป โอกาสนั้นอาจจะไม่กลับมาหาอีกก็ได้ ในที่สุด ลูกศิษย์ของผู้เขียนตัดสินใจไป  เรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา ปี แล้วกลับมาทำงานที่บริษัทอีกแห่งหนึ่งที่ กรุงเทพฯ เป็นบริษัทมหาชน โดยเขาได้รับเงินเดือนถึงหกหลักเลยทีเดียว
การจัดการเวลาที่ดีควรมีการวางแผนและประเมินหรือควบคุมแผนที่วางไว้  เช่นมีเครื่องมือ Diary ,ตารางเวลา,ใบงาน , สมุดบันทึก ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนอาจใช้เครื่องมือหรือมีวิธีการในการจัดการเวลาที่ต่างกัน โดยไบรอัน เทรซี่(นักพัฒนาศักยภาพของมนุษย์) เคยกล่าวไว้ว่า ทุกๆ นาทีที่ใช้ในการวางแผนจะประหยัดเวลาได้มากถึง 10 นาที ฉะนั้นหากคุณใช้เวลาวางแผน 10 นาที คุณจะประหยัดเวลาได้ตั้ง 100 นาที หรือ 1ชั่วโมงกับ 40 นาที เลยทีเดียว
สำหรับการจัดการเวลาของผู้เขียน ผู้เขียนมักมีเครื่องมือที่ใช้  กล่าวคือ มี Diary 1 เล่ม มีสมุดบันทึก มีกระดาษเปล่า A4  โดยทุกๆคืน ผู้เขียนจะมานั่งวางแผนโดยคิดวางแผนเป็นแผนรายปี ทุกปีต้องมีเป้าหมายที่จะต้องทำให้สำเร็จ โดยมี Diary พกติดตัวเป็นประจำ ถ้ามีงานใหม่ๆ เข้ามาก็จะบันทึกลงไปว่าต้องทำอะไรในวันไหน สำหรับสมุดบันทึกใช้บันทึกข้อความต่างๆ ที่อ่านพบแล้วรู้สึกประทับใจก็จะบันทึกไว้ เพื่อเป็นข้อมูลในการเขียนหนังสือต่อไป สำหรับกระดาษเปล่า A4 ทุกคืน ผู้เขียนจะมานั่งวางแผนว่าจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้โดยเรียงลำดับจาก 1-15และหมายเหตุลำดับว่าอะไรต้องทำก่อนทำหลัง พอถึงวันพรุ่งนี้ก็ทำตามลำดับในกระดาษ A4 ที่ได้วางแผนไว้ เมื่อลำดับไหนทำเสร็จก็จะขีดฆ่า และเมื่อมีอะไรจะต้องทำในวันพรุ่งนี้หรือวันนี้ ก็จะเขียนลงในตอนท้ายของกระดาษ A4
                ทั้งนี้การจัดการเวลาเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ กล่าวคือ สามารถเรียนรู้ได้ สามารถนำไปปฏิบัติ บางหลักการคนอื่นนำไปใช้แล้วได้ผล แต่บางคนอาจจะไม่ชอบ เราก็สามารถเลือกวิธีการวางแผนหรือเลือกใช้เครื่องมือในการวางแผนตามที่เราถนัดหรือชอบได้ แต่ทั้งนี้ถ้าอยากให้ได้ผลเราก็ควรที่จะปฏิบัติตามและลงมือทำอย่างตั้งใจ ทำจนเป็นนิสัยถึงจะประสบความสำเร็จในเรื่องของการจัดการเวลา




20 วิธีจัดการเวลา


1. มีแผนในแต่ละวันทุกๆวัน เขียน Todo List ทุกๆเช้าหรือก่อนนอน ทำให้เรารู้แผนงานคร่าวๆในแต่ละวัน

 2. มีกำหนดเวลาในแต่ละงาน ต้องมีกำหนดว่าแต่ละงานเสร็จเวลาเท่าใด 10 โมงเช้า ,บ่ายสามโมง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทำงานซ้อนกันจนยุ่งเหยิง

3. ใช้ปฏิทินให้เป็นประโยชน์ โดยเฉาะใน Year Planner  หรือใช้เทคโนโลยีเช่น Google Calender .... ในปัจจุบันคนที่มีโทรศัพท์ Smart Phone เช่น iPhone มีปฏิทินอยู่แล้วในการจัดวางตารางเวลา และสามารถ Sync กับ Google Calender ได้หากมีการเปลี่ยนแปลงจากผู้ร่วมงาน และแชร์ปฏิทินร่วมกันเพื่อดูเวลาว่างกันได้

 
4.  ใช้ออแกไนเซอร์ ช่วยในการจัดการชีวิต ซึ่งเป็นการจัดการลำดับความสำคัญ?, todo list  ในแต่ละวันแต่ละวัน
 
5. รู้เส้นตายของงานในแต่ละวัน และเขียนให้แน่ชัดในปฏิทิน หรือออแกไนเซอร์
6. หัดปฏิเสธเสียบ้าง หากจะทำอย่างอื่นเพื่อไม่ให้เสียงานที่เคยลงเอาไว้ อย่ามีข้ออ้างให้งานเสีย
 
7.  ควรทำงานให้เสร็จก่อนกำหนดเวลาที่เรากำหนดไว้
8. ทำ TimeBoxing (อ่านเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/Timeboxing) เพื่อให้รู้ถึง คาบเวลา
9.  มีนาฬิกาใหญ่อยู่ตรงหน้า เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานให้เสร็จตามกำหนด
 
10. ในแต่ละงานควรมีแจ้งเตือนก่อน 15 นาที (อาจจะใช้มือถือ ในการเตือน หรือตั้งเวลาไว้ในนาฬืกา Digital)

11. มีสมาธิ ไม่ทำอย่างอื่นหลายๆอย่าง (Multi-tasking) เช่น เปิดเว็บไป แล้วเปิดหลายๆแทบพร้อมกัน ก็จะไม่มีสมาธิในการทำงาน
 
12. เอาสิิ่งที่รบกวน ออกไปให้หมด เช่น Instant Message,Twitter,Facebook ,ริงโทน เป็นต้น 

 
13.  ควรมีการจับเวลา (Track) ว่าใช้ไปเท่าใดแล้ว อาจจะใช้  Timer ในมือถือหรือนาฬิกาดิจิตอลในการจัดการ
14. อย่ายุ่งยากกับรายละเอียดที่ไม่สำคัญ เพราะเราอาจจะไม่สามารถทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบได้ในเวลาที่กำหนดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ

15. จัดลำดับความสำคัญ  เร่งด่วน/ไม่เร่งด่วน,สำคัญ/ไม่สำคัญ ใช้ 20% ในการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังจะเพิ่มประสิทธิผลถึง 80% ในการทำงาน ตามกฏ 80/20

16. ยกหน้าที่ให้ ในกรณีที่มีคนอื่นสามารถทำงานนั้นได้ดีกว่าเรา เพื่อเราสามารถทำสิ่งที่สำคัญอย่างอื่นแทน

17. นำงานที่ลักษณะคล้ายๆกันมาไว้ด้วยกัน หมวดหมู่เดียวกัน

18. เอาสิ่งที่เสียเวลาออกไปให้หมด เช่น Twitter,Facebook ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราเสียเวลากับมันมากโดยเฉพาะ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ในเกมเหล่านี้ ,นำเว็บใน Bookmark ที่ไร้สาระออกไปแทนที่ด้วยเว็บที่สำคัญต่อการทำงาน 
19.  ตัดงานบางอย่างออกหากต้องการ เอาสิ่งที่มีความสุญเสียออกหากจำเป็น 
20. แต่ละงานที่ทำควรมีระยะทิ้งห่างกันประมาณ 5-10 นาที อย่าไล่เลี่ยกัน

Ref
http://www.lifehack.org/articles/lifehack/20-quick-tips-for-better-time-management.html Credit 
http://shuu.exteen.com/20100826/entry-1
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com



วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

7 Habits อุปนิสัยแห่งคนที่มีประสิทธิผลสูง : กิจกรรมที่สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน


7 Habits: อุปนิสัยที่ 3 Put first things first





ตอนนี้เป็นตอนที่กล่าวถึง อุปนิสัยที่ 3 ใน 7 อุปนิสัยแห่งคนที่มีประสิทธิผลสูงกันแล้วนะครับ อ่านจบไป 2 อุปนิสัยแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ ได้มีการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเราบ้างหรือเปล่า โดยเฉพาะเรื่องของ Proactive ผมคิดว่าเป็นนิสัยแรกที่หลายๆ จำได้กันหมด แต่จะเอาไปใช้มากน้อยสักแค่ไหน ก็คงอยู่ที่ตัวเราเอง


อุปนิสัยที่ 3 นั้นพูดถึงเรื่องของ การทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน ภาษาอังกฤษเขาใช้ว่า Put first things first ก็คือ อะไรที่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในอุปนิสัยที่สอง ก็ให้เริ่มทำก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ให้ทำทีหลังก็ได้

ผู้เขียนเขาใช้ตัวอย่างเรื่องของการนำเอาก้อนหินหลายๆ ขนาด ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดใหญ่มาก กลาง และขนาดเล็ก จนไปถึงก้อนกรวด แล้วให้เราใส่ลงไปในถังเปล่า 1 ใบให้เต็มโดยต้องไม่ให้เกินกว่าขอบถัง ผู้ที่ขึ้นมาใส่หน้าชั้นส่วนใหญ่จะเทก้อนกรวดลงไปในถังก่อน จากนั้นค่อยพยายามยัดก้อนหินแต่ละขนาดลงไป ซึ่งก็ทำให้ใส่ได้ไม่หมด มีก้อนหินหลายก้อนที่เกินขอบถังขึ้นมา

สิ่งที่ผู้เขียนทำให้ดูก็คือให้ใส่ก้อนหินขนาดใหญ่ลงไปก่อน ตามด้วยขนาดกลาง เล็ก จากนั้น ก็เทก้อนกรวดลงไป ซึ่งกรวดเหล่านี้ก็จะไปแทรกอยู่ระหว่างช่องว่างของก้อนหินต่างขนาดกันนั่นเอง ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้ก้อนหินทุกก้อนถูกบรรจุลงในถังเปล่าได้พอดี

สิ่งที่ผู้เขียนอุปมาอุปมัยก็คือ หินขนาดใหญ่เปรียบเสมือนงานที่สำคัญของเรา ก้อนกลาง เล็ก และกรวด สำคัญรองลดหลั่นกันลงมา ถ้าเรามัวแต่ไปใส่ใจกับงานเล็กๆ ที่ไม่สำคัญต่อเป้าหมายของเรา ก็จะทำให้เราไม่มีเวลาที่จะมาทำงานสำคัญของเรา ซึ่งทำให้เป้าหมายของเราไปไม่ถึงซักที สิ่งที่ควรจะทำก็คือ ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตของเราก่อน จากนั้นเมื่อเวลาเหลือ ก็ค่อยมาดูงานเล็กๆ เหล่านั้นอีกที

ก็เลยเป็นที่มาของงานในสองมุม ก็คือ สำคัญ กับเร่งด่วน

กิจกรรมที่ไม่สำคัญ แต่เร่งด่วน ส่วนใหญ่เรามักจะใช้เวลากับกิจกรรมแบบนี้มากไปหน่อย ซึ่งก็คือ การตอบอีเมล์ที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการให้เราตอบทันที หรือ การรับโทรศัพท์ของใครก็ตามที่โทรเข้ามา เราต้องรับ การถูกเรียกประชุมบางเรื่อง ซึ่งก็ไม่ได้มีความสำคัญมากเท่าไหร่ แต่ต้องรีบปฏิบัติ เป็นต้น
กิจกรรมที่สำคัญ และเร่งด่วน กิจกรรมเหล่านี้มักจะเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะถ้าไม่รีบแก้ก็จะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ กิจกรรมแบบนี้ถ้ามีมากเกินไปก็จะทำให้เราไม่ต้องพัฒนาอะไรเลย เพราะมัวแต่แก้ไขปัญหาไปวันๆ
กิจกรรมที่ไม่สำคัญ และไม่เร่งด่วน กิจกรรมเหล่านี้เช่นการตอบสนองสิ่งที่เพื่อนๆ โพสใน facebook การเล่นเกมส์ การตอบอีเมล์เพื่อนเก่า ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่ปัจจุบันคนมักจะให้ความสำคัญกับกิจกรรมเหล่านี้มากเกินไป ทำให้เวลาหายไป จนกิจกรรมหลักไม่มีเวลาทำ ซึ่งจะส่งผลต่อเป้าหมายของเราได้
กิจกรรมที่สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน ผู้เขียนให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้มาก เพราะถือว่าเป็นกิจกรรมที่เน้นการวางแผนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ทำให้เราไม่ต้องมานั่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ทุกวัน แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยให้เวลากับกิจกรรมนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งคิด นั่งวางแผน คนเราส่วนใหญ่ชอบลุยเลย แต่สุดท้ายก็มาแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันให้เสียเวลากันอีก
ลองดูจาก ภาพข้างล่างนี้ประกอบก็ได้นะครับ





ดังนั้นถ้าเรามีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว สิ่งที่จะต้องทำต่อก็คือ การให้เวลาในกิจกรรมสำคัญ ที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายนั้นได้เร็วขึ้น และลดกิจกรรมที่ไม่สำคัญลง ใช้เวลาที่มีอยู่จำกัดให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรามากที่สุด ซึ่งในการทำตรงนี้จะต้องมีวินัยในตนเองมาก ซึ่งเรื่องนี้ก็จะต้องใช้นิสัยที่ 1 เข้ามาช่วยก็คือ Proactive นั่นเองครับ อย่า React ไปตามความอยากของเรา จนทำให้กิจกรรมในแต่ละวันที่เราทำนั้นไม่ได้เป็นกิจกรรมที่เอื้อให้เราบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้

วันนี้คุณทำกิจกรรมที่สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วนบ้างหรือเปล่าครับ

REF:  http://prakal.wordpress.com/2012/07/25/7-habits-%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3-put-first-things-first/

ทักทาย แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น